Mungkala.com

สถาบันแพทย์จีนในประเทศจีน

  การประเมินสถาบันแพทย์จีนในประเทศจีนจากผลการสอบเพื่อขอรับใบประกอบโรคศิลปะ

 การสอบประเมินความรู้ภาคปฎิบัติเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพของแพทย์แผนจีน (执业医师资格考试实践技能) ประจำปี 2559  เพิ่งผ่านพ้นไป  หลังจากที่มีการประกาศคะแนนอย่างเป็นทางการออกแล้ว    ก็มีผู้เข้าสอบซ็ำเป็นครั้งที่สองที่แม้ว่าครั้งนี้จะได้คะแนนสอบอย่างดีเยี่ยม  แต่ก็ยังอดหนักใจไม่ได้กับการสอบข้อเขียนในอีกสองเดือนข้างหน้าด้วยเหตุผลที่ว่า   “ปีที่แล้วสอบข้อเขียนไม่ผ่าน   ปีนี้ก็ยุ่งกับการทำงาน  แทบจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือเลย”  ไม่เพียงแต่ต้องเบียดหาเวลาในการทบทวน  แต่ด้วยข้อสอบข้อเขียนที่มีความยืดหยุ่นพลิกแพลงสูง    โดยเฉพาะ “เนื้อหาที่ออกสอบไม่มีในแบบเรียนพื้นฐาน   อาจารย์ก็ไม่เคยสอน    ข้อสอบก็ออกเนื้อหาทางคลินิกมาก”    โดยรวมแล้วจัดเป็นข้อสอบที่ยากมาก   ผลการสอบไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการมีงานทำของบัณฑิตแพทย์จีนโดยตรง   หากแต่ยังส่งผลต่อการเติบโตของขบวนแพทย์แผนจีนด้วย   เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้นักการศึกษาของประเทศจีนได้แสดงความคิดเห็นไว้หลายประการ  แต่ที่สำคัญยังมุ่งไปสู่การเรียนทฤษฎีที่ต้องประสานกับการปฏิบัติให้เข้มข้นยิ่งขึ้น  

จากยุทธศาสตร์การพัฒนาการแพทย์แผนจีน 15 ปี (พ.ศ. 2559-2573)  ที่กำหนดไว้ว่าภายในปี 2573  จะต้องบรรลุผลในการสร้างขบวนแพทย์แผนจีนที่ประกอบด้วย  อาจารย์แพทย์จีนแห่งชาติ (国医大师) 100 คน    อาจารย์แพทย์จีนชั้นนำ(中医名师) 10000 คน   แพทย์แผนจีน (中医师) 1 ล้านคน  และบุคลากรที่ทำงานสนับสนุนการแพทย์แผนจีนด้านต่างๆ อีกจำนวน 10 ล้านคน   แต่ในปลายปี 2557 ทั่วประเทศจีนยังมีแพทย์แผนจีนรวมกับผู้ช่วยแพทย์แผนจีน (助理医师) เพียง 398,000 คน   เห็นได้ว่าตัวเลขยังอยู่ห่างไกลเป้าหมายมาก 

แต่การที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายแพทย์จีน 1 ล้านคนนั้น  คงไม่ใช่ให้สถาบันการศึกษาขยายรับนักศึกษาเพิ่มขึ้น     แต่ควรอยู่ที่การค้นหาสาเหตุและหาปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้บัณฑิตสอบไม่ผ่าน   เพิ่มอัตราการสอบผ่านให้สูงขึ้น   หามาตรการป้องกันไม่ให้ผู้เรียนต้องหลุดออกจากวงการแพทย์จีนไป  ศูนย์รับรองคุณสมบัติเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีนแห่งทบวงแพทย์แผนจีนแห่งชาติ (中医药管理局中医师认证中心)  ได้ทำการวิเคราะห์และจัดทำตัวเลขทางสถิติจากผลการสอบเพื่อรับรองคุณสมบัติฯ ในเวลา 4 ปีที่ผ่านมา   เพื่อค้นหาปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการสอบ   โดยทำการสำรวจในสถาบันระดับมหาวิทยาลัย 24 แห่งที่มีการสอนการแพทย์แผนจีน  จากผลการสอบและลำดับมหาวิทยาลัยที่มีผู้สอบผ่านจากมากไปหาน้อยพบว่าปัญหาที่สำคัญที่ส่งผลต่อการสอบก็คือการจัดเรียนการสอนของสถาบันนั้นๆ 

                ผลการสอบตามลำดับสถาบันการศึกษามีความแตกต่างกันมาก

                ศูนย์รับรองฯ ได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากคลังข้อมูลของคณะกรรมการจัดสอบการแพทย์แห่งชาติ    จากตัวเลขของสถาบันหรือมหาวิทยาลัยที่สอนการวิชาแพทย์แผนจีนหลักสูตรเต็มเวลาพบว่าใน 4 ปีที่ผ่านมามีอัตราการสอบผ่านสูงขึ้นในแต่ละปี     โดยผู้เข้าสอบวิชาเฉพาะแพทย์แผนจีน (中医 รหัส 140)   กับวิชาการแพทย์แผนจีนประสานการแพทย์แผนปัจจุบัน (中西医结合 รหัส 150)ในช่วงปี 2555-2558  มีอัตราการสอบผ่านคิดจากคะแนนรวมเป็นร้อยละ 66.84, 68.99, 69.50, 70.94 ตามลำดับ   โดยแยกเป็น   การสอบผ่านปฏิบัติและหัตถการร้อยละ 90.00, 90.80, 90.94, 91.05    และอัตราการสอบผ่านด้านทฤษฎีร้อยละ 74.71, 76.52, 76.82, 78.17  ตามลำดับ 

                วิชาเฉพาะแพทย์แผนจีน 中医 (รหัส 140) มหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาสอบผ่านมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยแพทย์จีนกว่างโจว  มหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียง  มหาวิทยาลัยแพทย์จีนหูหนาน  มหาวิทยาลัยแพทย์จีนซานตง และมหาวิทยาลัยแพทย์จีนหนานจิง     และจากการเปรียบเทียบคะแนนระหว่าง 24 มหาวิทยาลัยนี้  พบว่าคะแนนของมหาวิทยาลัยที่ได้อันดับหนึ่งกับมหาวิทยาลัยที่ได้อันดับสุดท้ายมีความแตกต่างกันประมาณร้อยละ 30

                วิชาการแพทย์แผนจีนประสานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน 中西医结合 (รหัส 150)  มหาวิทยาลัย 5 อันดับแรกได้แก่ มหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียง  มหาวิทยาลัยแพทย์จีนกว่างโจว มหาวิทยาลัยแพทย์จีนเฉิงตู มหาวิทยาลัยแพทย์จีนกว่างซี  และมหาวิทยาลัยแพทย์จีนหูหนาน   โดยคะแนนของมหาวิทยาลัยที่ได้อันดับหนึ่งกับมหาวิทยาลัยที่ได้ลำดับสุดท้ายมีความแตกต่างกันประมาณร้อยละ 45

                อัตราการสอบผ่านมีความสัมพันธ์กับการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยที่มีระดับต่างกัน

                ผลการสอบของสถาบันอุดมศึกษาแพทย์จีนที่มีความแตกต่างกันมากนี้เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง

                ผู้อำนวยการศูนย์รับรองฯ หยางจินเซิงเห็นว่า   การสอบเพื่อรับรองคุณสมบัติในการขอรับใบประกอบโรคศิลปะนั้นไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับความรู้และความสามารถของนักศึกษาเอง หากแต่ยังเป็น “มาตรวัดทองคำ” ในการประเมินคุณภาพในการจัดการเรียนการสอยของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ด้วย   โดยสัมพันธ์กับขอบเขตการรับนักศึกษา  ที่มาของนักศึกษา  การจัดหลักสูตร และการเลือกใช้ตำราของมหาวิทยาลัย        การให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัย   รวมทั้งการอบรมและฝึกฝนให้นักศึกษามีความสามารถในทางคลินิก  เหล่านี้เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อผลการสอบ      หากมีการแยกการสอบออกเป็นขั้นตอนต่างๆ จะช่วยกระตุ้นให้ทางมหาวิทยาลัยต้องตื่นตัวกับการดูแลคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น

                รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทย์จีนกว่างโจวสวี่เหนิงกุ้ยเห็นว่า  มีปัญหาสองประการที่ปรากฏออกมาในการเรียนการสอนวิชาเฉพาะแพทย์แผนจีน ได้แก่   ความอ่อนแอของกระบวนการวิเคราะห์แบบแพทย์แผนจีนและความอ่อนแอของความสามารถในการปฏิบัติ    ปัญหาทั้งสองข้อนี้เป็นปัญหาที่โดดเด่นที่สุดที่ส่งผลต่ออัตราการสอบผ่านของนักศึกษาและการบ่มเพาะบุคลากรทางการแพทย์แผนจีนที่ได้มาตรฐาน  

                รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียงหลี่จวิ้นเหว่ยกล่าวว่า  อัตราการสอบผ่านมีความเกี่ยวพันอย่างมากกับการเรียนทฤษฎีพื้นฐานและวิชาทางคลินิกในขณะที่นักศึกษาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย    ตลอดจนการฝึกปฏิบัติและการลงสู่คลินิก      “ความสอดคล้องกันระหว่างโครงร่างของเนื้อหาในหลักสูตรกับโครงร่างของเนื้อหาในการสอบ  บรรยากาศในการศึกษาในสถาบัน   และประสิทธิผลในการเรียนของนักศึกษา  เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อผลการสอบ

                รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทย์จีนซานตงเก่าซู่จง เห็นว่า  การจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยให้ครบทั้ง 14 หมวดวิชาก็เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลต่อการอัตราการสอบผ่าน    ตัวอย่างเช่นวิชา “กฎหมายสาธารณสุข”  มีบางมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เปิดสอน  จึงทำให้ นศ.ขาดคะแนนในส่วนนี้ไป 


                เรียนเพื่อใช้   ทฤษฎีต้องรับใช้คลินิก

                ปัญหาของข้อสอบที่มีเนื้อหาทางคลินิกค่อนข้างมาก  เป็นสิ่งที่ทำให้ผู็เข้าสอบจำนวนไม่น้อยไม่สามารถสอบผ่าน  อีกทั้งข้อสอบลักษณะนี้ก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  

                หลี่จวิ้นเหว่ยเห็นว่า   การสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตแพทย์แผนจีนมีเนื้อหาที่เน้นทางคลินิกมาก  ดังนั้นจึงต้องกระตุ้นให้นักศึกษาให้ความสำคัญกับการนำทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติทางคลินิก   “การปฏิบัติเป็นหน่วยวัดความสามารถโดยพื้นฐานของนักศึกษาแพทย์จีน”   แต่เมื่อมองไปยังวิธีการเรียนการสอนในปัจจุบันยังพบว่าระหว่างความรู้ทางทฤทฤษฎีกับการปฏิบัติทางคลินิกยังมีช่องว่างอยู่ค่อนข้างมาก    กระทั่งเกิดการไม่เชื่อมต่อกันระหว่างทฤษฎีกับคลินิก

                เมื่อปี 2557  ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศเกี่ยวกับ “การปฏิรูปการบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถในการเรียนการสอนอย่างจริงจัง”    ได้สร้างต้นแบบการบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถทั้งการสอนทฤษฎีและการปฏิบัติทางคลินิกไปพร้อมกัน     ทำให้ความรู้ที่เรียนจากภาคทฤษฎีสามารถส่งต่อไปให้กับการปฏิบัติทางคลินิก

                ในความเป็นจริงก็ได้มีหลายมหาวิทยาลัยที่ได้เริ่มต้นใช้แนวทาง “การเรียนทฤษฎีและการปฏิบัติก้าวไปพร้อมกัน”    ตัวอย่างเช่นมหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียงได้นำแนวทางที่เรียกว่า “เข้าสู่คลินิกโดยเร็ว  ลงสู่คลินิกให้มาก  เข้าคลินิกบ่อยๆ”  ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนแล้ว   โดยจัดให้นักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ได้เริ่มสัมผัสกับชีวิตทางคลินิก  โดยให้ไปสัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของแพทย์แผนจีนในเบื้องต้น   จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติ  พัฒนาการฝึกฝนจากสร้างสถานการณ์หรือผู้ป่วยจำลอง (实训)และการติดตามอาจารย์ตรวจรักษาผู้ป่วย (见习)อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะทำในสถาบันการศึกษาหรือในศูนย์ฝึกอบรม   เพื่ออบรมบ่มเพาะประสบการณ์ให้แก่นักศึกษาในการปฏิบัติ   สนับสนุนให้แพทย์ทางคลินิกเป็นผู้บรรยายวิชาทางคลินิกทั้งหมด   กระทั่งมีการย้ายสถานที่เรียนวิชาคลินิกไปยังโรงพยาบาล   ผลักดันให้ทฤษฎีที่สอนลงสู่คลินิกและรับใช้คลินิก

                มหาวิทยาลัยแพทย์จีนกว่างโจวได้ผลักดันนโยบาย “นำคัมภีร์คลาสสิคกลับสู่คลินิก”  เป็นต้นแบบการปฏิรูปการศึกษา  โดยได้นำห้องวิจัยคัมภีร์ซางหานลุ่น จิ้นกุ้ยเย่าเลว่  เวินปิ้งเสว ลงไปสังกัดคลินิกโรงพยาบาล    วิชาคัมภีร์คลาสสิคทางการแพทย์จีนทั้งสามนี้ได้ลงสู่คลินิก  โดยในแผนกต่างๆ ทั้งในโรงพยาบาลและแผนกผู้ป่วยนอก ได้มีการจัดตั้ง “ห้องคัมภีร์ทางคลินิก”  จัดตั้ง “ห้องวิจัยกลุ่มอาการโรคที่รักษายากและมีความซับซ้อน”     ได้จัดตั้งกระบวนวิชาการวิจัยคัมภีร์คลาสสิคของการแพทย์จีนขึ้นเป็นครั้งแรก     ได้ปูพื้นฐานกระบวนวิชาคัมภีร์คลาสสิคแพทย์แผนจีนในคลินิกอย่างมั่นคง

                นอกจากการศึกษาโดยผ่านการเรียนจากสถานการณ์ผู้ป่วยจำลองและการติดตามอาจารย์ตรวจและรักษาคนไข้แล้ว   การฝึกปฏิบัติทางคลินิก (临床实习)ในปีสุดท้ายก็เป็นห่วงโซ่ที่สำคัญในการที่นักศึกษาจะได้ยึดกุมและเสริมความแข็งแรงให้กับความสามารถในทางคลินิก    เกี่ยวกับเรื่องนี้หลี่เฮ่ารองผู้อำนวยการโรงพยาบาลซี่ย่วนในสังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนจีนได้ชี้ว่า   สภาพของโรงพยาบาลที่ไปฝึกงานและระดับของอาจารย์ที่นำการฝึกที่ต่างกันย่อมส่งผลต่อความสามารถในการปฏิบัติทางคลินิก     “พบปัญหาว่าพื้นฐานทางคลินิกของนักศึกษาจำนวนมากเมื่อขึ้นไปคลินิกแล้วอ่อนมาก   รวมทั้งความตั้งใจในการเรียนก็ไม่เพียงพอ”     สาเหตุนั้น รองผอ.หลี่เฮ่าเห็นว่าเกิดจาก   ประการแรก  การที่นักศึกษาไม่สามารถแบกรับภาระหนักในการเรียนทางคลินิกที่เคร่งเครียดได้   ทำให้คุณภาพในการเรียนลดลง   ประการที่สอง เกิดจากนักศึกษาส่วนใหญ่คิดที่จะทำการศึกษาต่อ   ดังนั้นในระหว่างที่ฝึกปฏิบัติจึงให้ความสนใจไปในการทบทวนเนื้อหาเพื่อเตรียมสอบเข้าเรียนระดับปริญญาโท   มองข้ามความรู้และการเรียนทางทักษะความสามารถในทางคลินิกไป

                ด้วยเหตุนี้  มหาวิทยาลัยแพทย์จีนซานตงและเจ้อเจียงจึงได้กำหนดมาตรการแก้ไข   โดยมหาวิทยาลัยซานตุงจะแบ่งการสอบนักศึกษาออกเป็นระยะต้น ระยะกลางและระยะท้ายในระหว่างการฝึกปฏิบัติ   ทำการควบคุมคุณภาพการเรียนของนักศึกษาในระหว่างการฝึกปฏิบัติ   ก่อนที่จะเข้าสู่การปฏิบัติจะมีการสอบประมวลความรู้  (综合考试)  และการสอบในสถานีต่างๆ    การจัดการสอบเป็นระบบต่อเนื่องเช่นนี้ทำให้สามารถกระตุุ้นให้นักศึกษามีความกระตือรือร้นในการเรีึยนทางคลินิก  เสริมประสิทธิภาพในการอบรมบ่มเพาะความสามารถโดยรวมทางคลินิก     มหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียงได้ทำการผลักดันการประสานกันระหว่างการศึกษา การวิจัยและการปฏิบัติทางการแพทย์อย่างเอาจริงจัง   โดยนำการรักษาทางการแพทย์  การจัดการการศึกษาและการวิจัยจัดเป็นภาระหน้าที่พื้นฐานของโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์ฝึกปฏิบัติให้แก่นักศึกษา    อบรมวิธีการสอนให้กับแพทย์ทางคลินิก   จัดการแข่งขันในการเรียนการสอน    สร้างแพทย์ทางคลินิกในโรงพยาบาลที่เป็นสถานที่ฝึกภาคปฏิบัติกว่า 20 แห่งให้มีความเข้าใจร่วมกันและสามารถนำการศึกษาได้    หลี่จวิ้นเหว่ยกล่าวว่า “เมื่อยกระดับของอาจารย์ให้สูงขึ้นได้แล้ว   ผลการเรียนของนักศึกษาในทางคลินิกก็ย่อมดีขึ้นเป็นเงาตามตัว    ในขณะเดียวกันก็ยังส่งผลดีกลับมาหาอาจารย์ผู้สอน   เป็นการยกระดับในการรักษาของบรรดาอาจารย์ให้สูงขึ้นเช่นกัน  นับเป็นประโยชน์ที่ได้แก่ตัวนักศึกษาและอาจารย์เอง”

                มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่มีอัตราการสอบผ่านของนักศึกษาสูงนั้น   ผลสำเร็จแยกไม่ออกจากการแนะแนวและการวางแผนการเรียนให้กับนักศึกษาอย่างจริงจัง     โดยเมื่อรับนักศึกษาใหม่เข้ามาจะทำการแนะแนวการศึกษาโดยเชิญแพทย์จีนชั้นนำมาทำการบรรยาย    จัดให้นักศึกษาทำการแข่งขันเรื่องแผนการเรียน   พยายามผลักดันให้นักศึกษาที่เข้ามาใหม่ได้ทำความรู้จักและเข้าใจการเรียนเฉพาะทางนี้อย่างเต็มที่   และตั้งเป้าหมายในการที่จะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีนให้ได้   ซึ่งวิธีการต่างๆ เหล่านี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี  ทำให้อัตราการมีงานทำของนักศึกษามีถึงร้อยละ 95   และบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาแล้วส่วนใหญ่ที่สุดก็ประกอบวิชาชีพทางด้านสาธารณสุข

                ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปจะมีการปฏิรูปการสอบ   โดยแบ่งเป็นการสอบขั้นตอนที่หนึ่งในปลายปีของชั้นปีที่ 4   ในปีนี้นักศึกษายังอยู่ในสถาบันการศึกษา   การยึดกุมความรู้พื้นฐานต่างๆ เพิ่งผ่านมาไม่นาน   และการที่นักศึกษายังอยู่ในมหาวิทยาลัยย่อมทำให้มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญกับการดูแลนักศึกษาในการสอบ  ซึ่งคาดการณ์ว่าด้วยวิธีเช่นนี้จะทำให้ผลการสอบมีอัตราที่สูงขึ้นต่อไป

 

              (แปลและเรียบเรียงจาก  从医考试成绩排列名看中医院校教育,中国中医药报,2016-07-28)