Mungkala.com

สถาบันแพทย์จีนในประเทศจีน - เรียนเพื่อใช้ ทฤษฎีต้องรับใช้การปฏิบัติ

                เรียนเพื่อใช้   ทฤษฎีต้องรับใช้คลินิก

                ปัญหาของข้อสอบที่มีเนื้อหาทางคลินิกค่อนข้างมาก  เป็นสิ่งที่ทำให้ผู็เข้าสอบจำนวนไม่น้อยไม่สามารถสอบผ่าน  อีกทั้งข้อสอบลักษณะนี้ก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  

                หลี่จวิ้นเหว่ยเห็นว่า   การสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตแพทย์แผนจีนมีเนื้อหาที่เน้นทางคลินิกมาก  ดังนั้นจึงต้องกระตุ้นให้นักศึกษาให้ความสำคัญกับการนำทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติทางคลินิก   “การปฏิบัติเป็นหน่วยวัดความสามารถโดยพื้นฐานของนักศึกษาแพทย์จีน”   แต่เมื่อมองไปยังวิธีการเรียนการสอนในปัจจุบันยังพบว่าระหว่างความรู้ทางทฤทฤษฎีกับการปฏิบัติทางคลินิกยังมีช่องว่างอยู่ค่อนข้างมาก    กระทั่งเกิดการไม่เชื่อมต่อกันระหว่างทฤษฎีกับคลินิก

                เมื่อปี 2557  ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศเกี่ยวกับ “การปฏิรูปการบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถในการเรียนการสอนอย่างจริงจัง”    ได้สร้างต้นแบบการบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถทั้งการสอนทฤษฎีและการปฏิบัติทางคลินิกไปพร้อมกัน     ทำให้ความรู้ที่เรียนจากภาคทฤษฎีสามารถส่งต่อไปให้กับการปฏิบัติทางคลินิก

                ในความเป็นจริงก็ได้มีหลายมหาวิทยาลัยที่ได้เริ่มต้นใช้แนวทาง “การเรียนทฤษฎีและการปฏิบัติก้าวไปพร้อมกัน”    ตัวอย่างเช่นมหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียงได้นำแนวทางที่เรียกว่า “เข้าสู่คลินิกโดยเร็ว  ลงสู่คลินิกให้มาก  เข้าคลินิกบ่อยๆ”  ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนแล้ว   โดยจัดให้นักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ได้เริ่มสัมผัสกับชีวิตทางคลินิก  โดยให้ไปสัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของแพทย์แผนจีนในเบื้องต้น   จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติ  พัฒนาการฝึกฝนจากสร้างสถานการณ์หรือผู้ป่วยจำลอง (实训)และการติดตามอาจารย์ตรวจรักษาผู้ป่วย (见习)อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะทำในสถาบันการศึกษาหรือในศูนย์ฝึกอบรม   เพื่ออบรมบ่มเพาะประสบการณ์ให้แก่นักศึกษาในการปฏิบัติ   สนับสนุนให้แพทย์ทางคลินิกเป็นผู้บรรยายวิชาทางคลินิกทั้งหมด   กระทั่งมีการย้ายสถานที่เรียนวิชาคลินิกไปยังโรงพยาบาล   ผลักดันให้ทฤษฎีที่สอนลงสู่คลินิกและรับใช้คลินิก

                มหาวิทยาลัยแพทย์จีนกว่างโจวได้ผลักดันนโยบาย “นำคัมภีร์คลาสสิคกลับสู่คลินิก”  เป็นต้นแบบการปฏิรูปการศึกษา  โดยได้นำห้องวิจัยคัมภีร์ซางหานลุ่น จิ้นกุ้ยเย่าเลว่  เวินปิ้งเสว ลงไปสังกัดคลินิกโรงพยาบาล    วิชาคัมภีร์คลาสสิคทางการแพทย์จีนทั้งสามนี้ได้ลงสู่คลินิก  โดยในแผนกต่างๆ ทั้งในโรงพยาบาลและแผนกผู้ป่วยนอก ได้มีการจัดตั้ง “ห้องคัมภีร์ทางคลินิก”  จัดตั้ง “ห้องวิจัยกลุ่มอาการโรคที่รักษายากและมีความซับซ้อน”     ได้จัดตั้งกระบวนวิชาการวิจัยคัมภีร์คลาสสิคของการแพทย์จีนขึ้นเป็นครั้งแรก     ได้ปูพื้นฐานกระบวนวิชาคัมภีร์คลาสสิคแพทย์แผนจีนในคลินิกอย่างมั่นคง

                นอกจากการศึกษาโดยผ่านการเรียนจากสถานการณ์ผู้ป่วยจำลองและการติดตามอาจารย์ตรวจและรักษาคนไข้แล้ว   การฝึกปฏิบัติทางคลินิก (临床实习)ในปีสุดท้ายก็เป็นห่วงโซ่ที่สำคัญในการที่นักศึกษาจะได้ยึดกุมและเสริมความแข็งแรงให้กับความสามารถในทางคลินิก    เกี่ยวกับเรื่องนี้หลี่เฮ่ารองผู้อำนวยการโรงพยาบาลซี่ย่วนในสังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนจีนได้ชี้ว่า   สภาพของโรงพยาบาลที่ไปฝึกงานและระดับของอาจารย์ที่นำการฝึกที่ต่างกันย่อมส่งผลต่อความสามารถในการปฏิบัติทางคลินิก     “พบปัญหาว่าพื้นฐานทางคลินิกของนักศึกษาจำนวนมากเมื่อขึ้นไปคลินิกแล้วอ่อนมาก   รวมทั้งความตั้งใจในการเรียนก็ไม่เพียงพอ”     สาเหตุนั้น รองผอ.หลี่เฮ่าเห็นว่าเกิดจาก   ประการแรก  การที่นักศึกษาไม่สามารถแบกรับภาระหนักในการเรียนทางคลินิกที่เคร่งเครียดได้   ทำให้คุณภาพในการเรียนลดลง   ประการที่สอง เกิดจากนักศึกษาส่วนใหญ่คิดที่จะทำการศึกษาต่อ   ดังนั้นในระหว่างที่ฝึกปฏิบัติจึงให้ความสนใจไปในการทบทวนเนื้อหาเพื่อเตรียมสอบเข้าเรียนระดับปริญญาโท   มองข้ามความรู้และการเรียนทางทักษะความสามารถในทางคลินิกไป

                ด้วยเหตุนี้  มหาวิทยาลัยแพทย์จีนซานตงและเจ้อเจียงจึงได้กำหนดมาตรการแก้ไข   โดยมหาวิทยาลัยซานตุงจะแบ่งการสอบนักศึกษาออกเป็นระยะต้น ระยะกลางและระยะท้ายในระหว่างการฝึกปฏิบัติ   ทำการควบคุมคุณภาพการเรียนของนักศึกษาในระหว่างการฝึกปฏิบัติ   ก่อนที่จะเข้าสู่การปฏิบัติจะมีการสอบประมวลความรู้  (综合考试)  และการสอบในสถานีต่างๆ    การจัดการสอบเป็นระบบต่อเนื่องเช่นนี้ทำให้สามารถกระตุุ้นให้นักศึกษามีความกระตือรือร้นในการเรีึยนทางคลินิก  เสริมประสิทธิภาพในการอบรมบ่มเพาะความสามารถโดยรวมทางคลินิก     มหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียงได้ทำการผลักดันการประสานกันระหว่างการศึกษา การวิจัยและการปฏิบัติทางการแพทย์อย่างเอาจริงจัง   โดยนำการรักษาทางการแพทย์  การจัดการการศึกษาและการวิจัยจัดเป็นภาระหน้าที่พื้นฐานของโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์ฝึกปฏิบัติให้แก่นักศึกษา    อบรมวิธีการสอนให้กับแพทย์ทางคลินิก   จัดการแข่งขันในการเรียนการสอน    สร้างแพทย์ทางคลินิกในโรงพยาบาลที่เป็นสถานที่ฝึกภาคปฏิบัติกว่า 20 แห่งให้มีความเข้าใจร่วมกันและสามารถนำการศึกษาได้    หลี่จวิ้นเหว่ยกล่าวว่า “เมื่อยกระดับของอาจารย์ให้สูงขึ้นได้แล้ว   ผลการเรียนของนักศึกษาในทางคลินิกก็ย่อมดีขึ้นเป็นเงาตามตัว    ในขณะเดียวกันก็ยังส่งผลดีกลับมาหาอาจารย์ผู้สอน   เป็นการยกระดับในการรักษาของบรรดาอาจารย์ให้สูงขึ้นเช่นกัน  นับเป็นประโยชน์ที่ได้แก่ตัวนักศึกษาและอาจารย์เอง”

                มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่มีอัตราการสอบผ่านของนักศึกษาสูงนั้น   ผลสำเร็จแยกไม่ออกจากการแนะแนวและการวางแผนการเรียนให้กับนักศึกษาอย่างจริงจัง     โดยเมื่อรับนักศึกษาใหม่เข้ามาจะทำการแนะแนวการศึกษาโดยเชิญแพทย์จีนชั้นนำมาทำการบรรยาย    จัดให้นักศึกษาทำการแข่งขันเรื่องแผนการเรียน   พยายามผลักดันให้นักศึกษาที่เข้ามาใหม่ได้ทำความรู้จักและเข้าใจการเรียนเฉพาะทางนี้อย่างเต็มที่   และตั้งเป้าหมายในการที่จะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีนให้ได้   ซึ่งวิธีการต่างๆ เหล่านี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี  ทำให้อัตราการมีงานทำของนักศึกษามีถึงร้อยละ 95   และบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาแล้วส่วนใหญ่ที่สุดก็ประกอบวิชาชีพทางด้านสาธารณสุข

                ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปจะมีการปฏิรูปการสอบ   โดยแบ่งเป็นการสอบขั้นตอนที่หนึ่งในปลายปีของชั้นปีที่ 4   ในปีนี้นักศึกษายังอยู่ในสถาบันการศึกษา   การยึดกุมความรู้พื้นฐานต่างๆ เพิ่งผ่านมาไม่นาน   และการที่นักศึกษายังอยู่ในมหาวิทยาลัยย่อมทำให้มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญกับการดูแลนักศึกษาในการสอบ  ซึ่งคาดการณ์ว่าด้วยวิธีเช่นนี้จะทำให้ผลการสอบมีอัตราที่สูงขึ้นต่อไป

 

              (แปลและเรียบเรียงจาก  从医考试成绩排列名看中医院校教育,中国中医药报,2016-07-28)