Mungkala.com

Display # 
Title Author Hits
แนวทางทั่วไปในการศึกษาต่อที่จีน Written by Sudhisak Pawaradhisan 5597

Subcategories

  • การศึกษาแพทย์จีน

    แนะแนวการศึกษาทางด้านการแพทย์แผนจีนทั้งในประเทศจีนและประเทศไทย

  • แพทย์ MBBS

    แนวทางการศึกษาต่อแพทย์แผนปัจจุบันหลักสูตร MBBS ในประเทศจีน

  • วิเคราะห์สถาบันแพทย์จีนในประเทศจีน

    รายงานการประเมินการจัดการเรียนการสอนของสถาบันแพทย์จีนในประเทศจีนจากผลการสอบของแต่ละสถาบัน

    แปลและเรียบเรียงจาก   从医考试成绩排列名看中医院校教育,中国中医药报,2016-07-28

                    การสอบวัดคุณสมบัติการเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะภาคปฎิบัติ (执业医师资格考试实践技能) ประจำปี 2559  เพิ่งผ่านพ้นไป  และได้มีการประกาศคะแนนอย่างเป็นทางการออกไปแล้ว    ก็มีผู้เข้าสอบเป็นครั้งที่สองที่แม้ว่าครั้งนี้จะได้คะแนนสอบอย่างดีเยี่ยม  แต่ก็ยังอดหนักใจไม่ได้กับการสอบข้อเขียนในอีกสองเดือนข้างหน้าด้วยเหตุผลที่ว่า   “ปีที่แล้วสอบข้อเขียนไม่ผ่าน   ปีนี้ก็ยุ่งกับการทำงาน  แทบจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือเลย”  ไม่เพียงแต่ต้องเบียดหาเวลาในการทบทวน  แต่ด้วยข้อสอบข้อเขียนที่มีความยืดหยุ่นพลิกแพลงสูง    โดยเฉพาะ “เนื้อหาที่ออกสอบไม่มีในแบบเรียนพื้นฐาน   อาจารย์ก็ไม่เคยสอน    ข้อสอบก็ออกเนื้อหาทางคลินิกมาก”    เป็นข้อสอบที่ยากมาก

                    การสอบไม่ผ่านไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการมีงานทำของผู้เข้าสอบ   หากแต่ยังส่งผลกระทบต่อความเติบใหญ่ของขบวนผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนจีนด้วย จากยุทธศาสตร์การพัฒนาแพทย์แผนจีน 15 ปี (พ.ศ. 2559-2573)  ที่กำหนดไว้ว่าภายในปี 2573  จะต้องบรรลุการสร้างขบวนแพทย์แผนจีนที่ประกอบด้วย  อาจารย์แพทย์จีนแห่งชาติ (国医大师) 100 คน    อาจารย์แพทย์จีนชั้นนำ(中医名师) 10000 คน   แพทย์แผนจีน (中医师) 1 ล้านคน  และบุคลากรที่ทำงานสนับสนุนการแพทย์แผนจีนด้านต่างๆ อีกจำนวน 10 ล้านคน   แต่ในปลายปี 2557 ทั่วประเทศจีนยังมีแพทย์แผนจีนรวมกับผู้ช่วยแพทย์แผนจีน (助理) เพียง 398,000 คน   ซึ่งตัวเลขยังอยู่ห่างไกลเป้าหมายมาก 

                    แต่การที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย “แพทย์จีน 1 ล้านคน” นั้น  คงไม่ใช่อยู่ที่ให้สถาบันการศึกษาขยายการรับนักศึกษาเพิ่มขึ้น     แต่ควรอยู่ที่การค้นหาสาเหตุและหาปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้นักศึกษาสอบไม่ผ่าน   พยายามยกอัตราการสอบผ่านให้สูงขึ้น   หามาตรการป้องกันไม่ให้ผู้เรียนต้องหลุดออกจากวงการแพทย์จีนไป  ศูนย์รับรองคุณสมบัติผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีนแห่งทบวงแพทย์แผนจีนแห่งชาติ (中医药管理局中医师认证中心)  จึงได้ทำการดำวิเคราะห์และจัดทำตัวเลขทางสถิติจากผลการสอบรับรองคุณสมบัติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับแพทย์แผนจีนในเวลา 4 ปีที่ผ่านมา   เพื่อสืบค้นปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการสอบ   โดยทำการสำรวจในสถาบันระดับมหาวิทยาลัย 24 แห่งที่มีสอนแพทย์แผนจีน  จากผลการสอบและการจัดลำดับมหาวิทยาลัยที่มีการสอบผ่านจากมากไปหาน้อยพบว่า  ปมปัญหาที่สำคัญที่ส่งผลต่อการสอบก็คือการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยนั้นๆ

                    ผลการสอบตามลำดับสถาบันการศึกษามีความแตกต่างกันมาก

                    ศูนย์รับรองฯ ได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากคลังข้อมูลของคณะกรรมการจัดสอบการแพทย์แห่งชาติ    จากตัวเลขของสถาบันหรือมหาวิทยาลัยที่มีการเปิดการเรียนสอนการวิชาเฉพาะแพทย์แผนจีนที่เป็นหลักสูตรเต็มเวลา  พบว่าใน 4 ปีที่ผ่านมาในแต่ละปีมีอัตราการสอบผ่านสูงขึ้น      โดยผู้เข้าสอบวิชาเฉพาะแพทย์แผนจีน (中医 รหัส 140)   กับวิชาการแพทย์แผนจีนประสานการแพทย์แผนปัจจุบัน (中西医结合 รหัส 150)   ในปี 2555-2558  มีอัตราการสอบผ่านคิดจากคะแนนรวมเป็นร้อยละ 66.84, 68.99, 69.50, 70.94 ตามลำดับ   โดยแยกเป็นอัตราการสอบผ่านด้านการปฏิบัติและหัตถการร้อยละ 90.00, 90.80, 90.94, 91.05    และอัตราการสอบผ่านด้านทฤษฎีร้อยละ 74.71, 76.52, 76.82, 78.17  ตามลำดับ 

                    วิชาเฉพาะการแพทย์แผนจีน 中医 (รหัส 140)  มีมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาสอบผ่านมากที่สุดติด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยแพทย์จีนกว่างโจว  มหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียง  มหาวิทยาลัยแพทย์จีนหูหนาน  มหาวิทยาลัยแพทย์จีนซานตง และมหาวิทยาลัยแพทย์จีนหนานจิง     และจากการเปรียบเทียบคะแนนระหว่าง 24 มหาวิทยาลัยนี้  พบว่าคะแนนของมหาวิทยาลัยที่ได้อันดับหนึ่งกับมหาวิทยาลัยที่ได้อันดับสุดท้ายมีความแตกต่างกันประมาณร้อยละ 30

                    วิชาการแพทย์แผนจีนประสานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน 中西医结合 (รหัส 150)  มหาวิทยาลัย 5 อันดับแรกได้แก่ มหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียง  มหาวิทยาลัยแพทย์จีนกว่างโจว มหาวิทยาลัยแพทย์จีนเฉิงตู มหาวิทยาลัยแพทย์จีนกว่างซี  และมหาวิทยาลัยแพทย์จีนหูหนาน   โดยคะแนนของมหาวิทยาลัยที่ได้อันดับหนึ่งกับมหาวิทยาลัยที่ได้ลำดับสุดท้ายมีความแตกต่างกันประมาณร้อยละ 45

                    อัตราการสอบผ่านมีความสัมพันธ์กับการสอนของมหาวิทยาลัยที่มีระดับต่างกัน

                    ผลการสอบของสถาบันอุดมศึกษาแพทย์จีนที่มีความแตกต่างกันมากนี้เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง

                    ผู้อำนวยการศูนย์รับรองฯ หยางจินเซิงเห็นว่า   การสอบคุณสมบัติผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีนไม่เพียงแต่มีความเกี่ยวข้องกับความรู้และความสามารถของนักศึกษาเอง หากแต่ยังเป็น “มาตรวัดทองคำ” ในการประเมินคุณภาพในการจัดการเรียนการสอยของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ด้วย   โดยเกี่ยวข้องกับขอบเขตการรับนักศึกษา  ที่มาของนักศึกษา  การจัดหลักสูตร และการเลือกใช้ตำราเรียนของมหาวิทยาลัย        การให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัย   รวมทั้งการอบรมบ่มเพาะฝึกให้นักศึกษามีความสามารถในทางคลินิกก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่ออัตราการสอบ      หากมีการแบ่งการสอบเป็นขั้นตอนจะช่วยกระตุ้นให้ทางมหาวิทยาลัยมีความตื่นตัวกับการควบคุมคุณภาพในการเรียนการสอน

                    รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทย์จีนกว่างโจวสวี่เหนิงกุ้ยเห็นว่า  มีปัญหาสองประการที่ปรากฏออกมาในการเรียนการสอนวิชาเฉพาะแพทย์แผนจีน ได้แก่   ความอ่อนแอของกระบวนการวิเคราะห์แบบแพทย์แผนจีนและความอ่อนแอของความสามารถในการปฏิบัติ    ปัญหาทั้งสองข้อนี้เป็นปัญหาที่โดดเด่นที่สุดที่ส่งผลต่ออัตราการสอบผ่านของนักศึกษาและการบ่มเพาะบุคลากรทางการแพทย์แผนจีนที่ได้มาตรฐาน  

                    รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียงหลี่จวิ้นเหว่ยกล่าวว่า  อัตราการสอบผ่านมีความเกี่ยวพันอย่างมากกับการเรียนทางทฤษฎีพื้นฐานและวิชาทางคลินิกในขณะที่นักศึกษาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย    รวมทั้งการฝึกปฏิบัติและการลงสู่คลินิก      “ความสอดคล้องกันระหว่างโครงร่างของเนื้อหาในหลักสูตรกับโครงร่างของเนื้อหาในการสอบ  บรรยากาศในการศึกษาในสถาบัน   และประสิทธิผลในการเรียนของนักศึกษาล้วนส่งผลต่ออัตราการสอบผ่าน”

                    รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทย์จีนซางตงเก่าซู่จง เห็นว่า  การที่มหาวิทยาลัยจะทำการสอนได้ครบทั้งหมด 14 หมวดวิชาก็เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง    ยกตัวอย่างเช่นวิชา “กฎหมายสาธารณสุข”  มหาวิทยาลัยบางแห่งก็ไม่ได้ดำเนินการเปิดสอนวิชานี้   ซึ่งเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้อัตราการสอบผ่านต่ำ

                    เรียนเพื่อใช้   ทฤษฎีต้องรับใช้คลินิก

                    ปัญหา “ข้อสอบออกเนื้อหาไปทางคลินิก”  เป็นเรื่องที่มักทำให้ผู้เข้าสอบประสบความพ่ายแพ้   และเป็นลักษณะพิเศษของเนื้อหาในข้อสอบที่โดดเด่นขึ้นตามลำดับ

                    หลี่จวิ้นเหว่ยเห็นว่า   การสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตแพทย์แผนจีนมีเนื้อหาที่เน้นทางคลินิกอย่างมาก  จึงควรกระตุ้นให้นักศึกษาให้ความสำคัญกับความสามารถในการนำทฤษฎีความรู้ไปสู่การปฏิบัติทางคลินิก   “ซึ่งเป็นหน่วยวัดความสามารถทางคลินิกพื้นฐานของนักศึกษาแพทย์จีน”   แต่เมื่อหันกลับมามองการเรียนการสอนในปัจจุบันยังพบว่ายังมีระยะห่างระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติทางคลินิก  กระทั่งมีปรากฏการณ์ที่การสอนทฤษฎีกับคลินิกไม่เชื่อมต่อกัน

                    เมื่อปี 2557  ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศเกี่ยวกับ “การปฏิรูปการบ่มเพาะบุคลากรที่มีความ สามารถในการเรียนการสอนและทางคลินิกอย่างจริงจัง”    ได้สร้างต้นแบบให้กับการบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถทั้งการเรียนและการปฏิบัติทางคลินิกไปพร้อมกัน   ทำให้การเรียนในมหาวิทยาลัยสามารถส่งต่อไปสู่การปฏิบัติทางคลินิก  

                    ในความเป็นจริงแล้วก็ได้มีหลายมหาวิทยาลัยที่ได้เริ่มเดินไปตามแนวทาง “การศึกษาและการปฏิบัติก้าวไปพร้อมกัน”    ตัวอย่างเช่นมหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียงได้นำการปฏิบัติที่เรียกว่า “เข้าสู่คลินิกโดยเร็ว  ลงสู่คลินิกให้มาก  เข้าคลินิกบ่อยๆ”  ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนแล้ว   โดยจัดนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ให้ได้สัมผัสกับคลินิก  โดยให้ไปสัมผัสและเรียนรู้ในเบื้องต้นเกี่ยวกับการทำงานของแพทย์แผนจีน   จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติ  พัฒนาการฝึกฝนจากสถานการณ์หรือผู้ป่วยจำลอง (实训)และการติดตามอาจารย์ตรวจรักษาผู้ป่วย (见习)อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะทำในสถาบันการศึกษาหรือในศูนย์ฝึกอบรม   เพื่ออบรมบ่มเพาะความสามารถของนักศึกษาในการปฏิบัติ   สนับสนุนให้แพทย์ทางคลินิกเป็นผู้บรรยายวิชาทางคลินิกทั้งหมด   กระทั่งมีการย้ายสถานที่เรียนวิชาคลินิกไปยังโรงพยาบาล   ผลักดันให้ทฤษฎีที่สอนลงสู่คลินิกและรับใช้คลินิก

                    มหาวิทยาลัยแพทย์จีนกว่างโจวได้ผลักดันนโยบาย “นำคัมภีร์คลาสสิคกลับสู่คลินิก”  เป็นต้นแบบการปฏิรูปการศึกษา  โดยได้นำห้องวิจัยซางหานลุ่น จิ้นกุ้ยเย่าเลว่  เวินปิ้งเสว ลงไปสังกัดคลินิกโรงพยาบาล    วิชาคัมภีร์คลาสสิคทางการแพทย์จีนทั้งสามนี้ได้ลงสู่คลินิก  โดยในแผนกต่างๆ ทั้งในโรงพยาบาลและแผนกผู้ป่วยนอก ได้มีการจัดตั้ง “ห้องคัมภีร์ทางคลินิก”  จัดตั้ง “ห้องวิจัยกลุ่มอาการโรคที่รักษายากและมีความซับซ้อน”     ได้จัดตั้งกระบวนวิชาการวิจัยคัมภีร์คลาสสิคของการแพทย์จีนขึ้นเป็นครั้งแรก     ได้ปูพื้นฐานกระบวนวิชาคัมภีร์คลาสสิคแพทย์แผนจีนในคลินิกอย่างมั่นคง

                    นอกจากการศึกษาโดยผ่านการเรียนจากสถานการณ์ผู้ป่วยจำลองและการติดตามอาจารย์ตรวจและรักษาคนไข้แล้ว   การฝึกปฏิบัติทางคลินิก (临床实习)ในปีสุดท้ายก็เป็นห่วงโซ่ที่สำคัญในการที่นักศึกษาจะได้ยึดกุมและเสริมความแข็งแรงให้กับความสามารถในทางคลินิก    เกี่ยวกับเรื่องนี้หลี่เฮ่ารองผู้อำนวยการโรงพยาบาลซี่ย่วนในสังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนจีนได้ชี้ว่า   สภาพของโรงพยาบาลที่ไปฝึกงานและระดับของอาจารย์ที่นำการฝึกที่ต่างกันย่อมส่งผลต่อความสามารถในการปฏิบัติทางคลินิก     “พบปัญหาว่าพื้นฐานทางคลินิกของนักศึกษาจำนวนมากเมื่อขึ้นไปคลินิกแล้วอ่อนมาก   รวมทั้งความตั้งใจในการเรียนก็ไม่เพียงพอ”     สาเหตุนั้น รองผอ.หลี่เฮ่าเห็นว่าเกิดจาก   ประการแรก  การที่นักศึกษาไม่สามารถแบกรับภาระหนักในการเรียนทางคลินิกที่เคร่งเครียดได้   ทำให้คุณภาพในการเรียนลดลง   ประการที่สอง เกิดจากนักศึกษาส่วนใหญ่คิดที่จะทำการศึกษาต่อ   ดังนั้นในระหว่างที่ฝึกปฏิบัติจึงให้ความสนใจไปในการทบทวนเนื้อหาเพื่อเตรียมสอบเข้าเรียนระดับปริญญาโท   มองข้ามความรู้และการเรียนทางทักษะความสามารถในทางคลินิกไป

                    ด้วยเหตุนี้  มหาวิทยาลัยแพทย์จีนซานตงและเจ้อเจียงจึงได้กำหนดมาตรการแก้ไข   โดยมหาวิทยาลัยซานตุงจะทำการสอบนักศึกษาทั้งในระยะต้น ระยะกลางและระยะท้ายของการฝึกปฏิบัติ   ทำการควบคุมคุณภาพการเรียนของนักศึกษาในระหว่างการฝึกปฏิบัติ   ก่อนที่จะการฝึกปฏิบัติมีการสอบประมวลความรู้  (综合考试)  และการสอบในสถานีต่างๆ    การจัดการสอบเป็นระบบต่อเนื่องเช่นนี้ทำให้สามารถกระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้นของนักศึกษาในการศึกษาทางคลินิก  เสริมประสิทธิภาพในการอบรมบ่มเพาะความสามารถโดยรวมทางคลินิก     มหาวิทยาลัยแพทย์จีนเจ้อเจียงได้ทำการผลักดันการประสานกันระหว่างการศึกษา การวิจัยและการปฏิบัติทางการแพทย์อย่างเอาจริงจัง   โดยนำการรักษาทางการแพทย์  การจัดการการศึกษาและการวิจัยจัดเป็นภาระหน้าที่พื้นฐานของโรงพยาบาลที่รับหน้าที่ฝึกปฏิบัติให้แก่นักศึกษา    อบรมวิธีการสอนให้กับแพทย์ทางคลินิก   จัดการแข่งขันในการเรียนการสอน    สร้างแพทย์ทางคลินิกในโรงพยาบาลที่เป็นสถานที่ฝึกภาคปฏิบัติกว่า 20 แห่งให้มีความเข้าใจร่วมกันและสามารถนำการศึกษาได้    หลี่จวิ้นเหว่ยกล่าวว่า “เมื่อระดับของอาจารย์ยกสูงขึ้นแล้ว   ผลการเรียนของนักศึกษาในทางคลินิกก็ย่อมดีขึ้นเป็นเงาตามตัว    ในขณะเดียวกันก็ยังส่งผลดีกลับมาหาอาจารย์ผู้สอน   เป็นการยกระดับในการรักษาของบรรดาอาจารย์ให้สูงขึ้นเช่นกัน  นับเป็นประโยชน์ที่ได้ทั้งนักศึกษาและตัวอาจารย์เอง”

                    มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่มีอัตราการสอบผ่านของนักศึกษาสูงนั้น   ผลสำเร็จแยกไม่ออกจากการแนะแนวและการวางแผนการเรียนให้กับนักศึกษาอย่างจริงจัง     โดยเมื่อรับนักศึกษาใหม่เข้ามาจะทำการแนะแนวการศึกษาโดยเชิญแพทย์จีนชั้นนำมาทำการบรรยาย    จัดให้นักศึกษาทำการแข่งขันเรื่องแผนการเรียน   พยายามผลักดันให้นักศึกษาที่เข้ามาใหม่ได้ทำความรู้จักและเข้าใจการเรียนเฉพาะทางนี้อย่างเต็มที่   และตั้งเป้าหมายในการที่จะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีนให้ได้   ซึ่งวิธีการต่างๆ เหล่านี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี  ทำให้อัตราการมีงานทำของนักศึกษามีถึงร้อยละ 95   และบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาแล้วส่วนใหญ่ที่สุดก็ประกอบวิชาชีพทางด้านสาธารณสุข

                    ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปจะมีการปฏิรูปการสอบ   โดยแบ่งเป็นการสอบขั้นตอนที่หนึ่งในปลายปีของชั้นปีที่ 4   ในปีนี้นักศึกษายังอยู่ในสถาบันการศึกษา   การยึดกุมความรู้พื้นฐานต่างๆ เพิ่งผ่านมาไม่นาน   และการที่นักศึกษายังอยู่ในมหาวิทยาลัยย่อมทำให้มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญกับการดูแลนักศึกษาในการสอบ  ซึ่งคาดการณ์ว่าด้วยวิธีเช่นนี้จะทำให้ผลการสอบมีอัตราที่สูงขึ้น