Mungkala.com

ความรู้ทางสูตินรีเวชแพทย์จีน

ศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีความรู้เกี่ยวกับสรีรวิทยาของสตรีที่ค่อนข้างสมบูรณ์   ความรู้หลายอย่างเทียบเคียงได้กับความเข้าใจในสรีรวิทยาปัจจุบัน   ดังเช่น  สายการสั่งการของระบบ ไต-เทียนกุ่ย-ชงเริ่น  ก็เทียบเคียงได้กับสายการสั่งการของสมองส่วนไฮโปธาลามัส-ต่อมใต้สมอง-รังไช่    ซึ่งเป็นพื้นฐานให้กับการวิจัยใน 50 ปีที่ผ่านมาซึ่งได้รับผลสำเร็จและการยืนยันทางคลินิกมากมาย   ตัวอย่างเช่น

หน่วยวิจัยเกี่ยวลักษณะแสดงของอวัยวะภายในจากมหาวิทยาลัยแพทย์ที่ 1 เซี่ยงไฮ้  ได้ทำการประมวลการรักษาโรคต่างๆ ที่ได้จากวินิจฉัยแยะแยกตามแบบแพทย์จีน    พบว่าในการรักษาหากใช้วิธีการบำรุงไตร่วมด้วยสามารถยกประสิทธิภาพในการรักษาได้     จากนั้นจึงได้เริ่มทำการค้นคว้าในหัวข้อเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของ“ไต”ในแพทย์แผนจีน  พบว่าในสตรีที่ภาวะไตหยางพร่องจะมีสมรรถภาพการทำงานของรังไข่ลดต่ำและระดับของ 17-hydroxy -corticosteroid  ต่ำกว่าปกติ     คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการค้นคว้าวิจัยต่อไปโดยทดลองให้ ACTH เข้าทางหลอดเลือดดำ   พบว่าปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ป่วยที่มีภาวะไตหยางพร่องจะช้ากว่าปกติ   แต่เมื่อให้ยาบำรุงไตเพื่อปรับปรุงยินหยางสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพดังกล่าวให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้       ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าความผิดปกติข้างต้นอาจเกิดจากสมรรถภาพของต่อมใต้สมองต่ำลงหรือการทำงานของศูนย์ที่อยู่เหนือต่อมใต้สมองขึ้นไปผิดปกติ      ในการติดตามตามศึกษาผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกจากช่องคลอดเนื่องจากไม่มีภาวะตกไข่  พบว่าการรักษาด้วยวิธีการบำรุงม้ามจะสามารถห้ามเลือดได้เพียงระยะเวลาหนึ่ง   ในผู้ป่วยจำนวนหนึ่งวิธีการบำรุงม้ามสามารถควบคุมรอบประจำเดือนให้กลับมาปกติได้    แต่เมื่อหยุดยาแล้วก็มักจะกลับเป็นซ้ำอีกและรังไข่ก็ไม่สามารถกลับทำงานได้เป็นปกติ    แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้วิธีการรักษาด้วยการบำรุงไตพบว่าอัตราการตกไข่เกิดขึ้น 43 %   และเมื่อเพิ่มยาบำรุงหยางของไตเช่นลู่เจี่ยวเจียว  ปาจี่เทียน พบว่าอัตราการตกไข่เพิ่มขึ้นถึง 72.8%    และจากการวิเคราะห์ข้อมูลนี้พบว่าในผู้ป่วย 100 ราย  มี 20 รายที่เคยผ่านการรักษาด้วยวิธีการบำรุงม้ามมาเป็นเวลานานตั้งแต่ 5 เดือนถึง 2 ปี  ไม่พบว่ามีการตกไข่เลย   แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้วิธีการรักษาด้วยการบำรุงไตแล้วพบว่ามีการตกไข่    จากการศึกษาของหน่วยวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์ที่ 1 เซี่ยงไฮ้นี้ทำให้มีเข้าใจต่อหน้าที่ของไตในศาสตร์แพทย์จีนที่ทำหน้าที่กำกับการสืบพันธุ์มากยิ่งขึ้น

หลอหยวนชีแห่งมหาวิทยาลัยกวางเจาได้เสนอว่า บทบาทของไตในศาสตร์แพทย์จีนประกอบด้วยระบบปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์และเส้นประสาทกับของเหลวในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการมีรอบเดือน   ไตกับเทียนกุ่ยและชงเริ่นได้ประกอบขึ้นเป็นแกนการทำงานของร่างกายแกนหนึ่งซึ่งมีการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกัน   และเป็นแกนกลางของการควบคุมการมีรอบเดือนในสตรีเพศ   ซึ่งคำอธิบายนี้ใกล้เคียงกับแกนการควบคุมการทำงานทางสรีระของการมีรอบเดือนในเพศหญิง ได้แก่ ไฮโปธาลามัส-ต่อมใต้สมอง-รังไข่     ยาบำรุงไตสามารถปรับปรุงการทำงานงานของต่อมใต้สมองและต่อมหมวกไต  และปรับปรุงความผิดปกติของเส้นประสาทและของเหลวในร่างกายให้กลับคืนสู่ปกติ    จากผลการรักษาในทางคลินิกพบว่ายาที่มีสรรพคุณบำรุงเลี้ยงตับและไตจะมีบทบาทในการบำรุงชงเริ่น  ปรับปรุงระบบต่อมขับสารภายใน  ทำให้ได้ประสิทธิผลในการปรับประจำเดือน  ช่วยการตั้งครรภ์ และทำให้ครรภ์สงบ     โดยในแกนการสั่งการระหว่าง ชี่ของไต-เทียนกุ่ย-ชงเริ่น มีชี่ของไตเป็นใจกลาง

หลี่เชาจิงแห่งแผนกสูตินรีเวชมหาวิทยาลัยแพทย์ที่หนึ่งเซี่ยงไฮ้   ได้ทำการติดตามทางคลินิกและศึกษาเอกสารการค้นคว้าทางแพทย์แผนจีนที่กล่าวถึงความเกี่ยวกันระหว่างไตกับสรีระของระบบสืบพันธุ์  และได้เสนอแนวว่า ไตที่ทางด้านบนติดต่อกับสมองและทางด้านล่างติดต่อกับเส้นลมปราณชงเริ่นและมดลูกนั้น มีความเกี่ยวพันกับการเจริญและความเสื่อมถอยในสตรีตลอดจนการแปรเปลี่ยนทางทางสรีรวิทยาของระบบสืบพันธุ์อย่างใกล้ชิด  

 

หลี่ปิ่งและคณะจากสถาบันแพทย์จีนเจียงซีได้ทำการติดตามผลของยาจีนที่มีสรรพคุณบำรุงไตในหนูพุกที่ผ่าตัดเอาต่อมหมวกไตและต่อมไทรอยด์ออก   พบว่าเมื่อผ่าต่อมหมวกไตและต่อมไทรอยด์ออกแล้วน้ำหนักของรังไข่หนูพุกลดลง   ความสามารถของรีเซปเตอร์ HCG/LH ลดลง   แต่เมื่อให้ยาบำรุงไต (ตำรับฟู่จื่อเจียสูตี้) พบว่าน้ำหนักของรังไข่เพิ่มขึ้น   ความสามารถของรีเซปเตอร์ HCG/LH เพิ่มขึ้น   ในขณะเมื่อใช้ยาตำรับบำรุงม้าม (ซื่อจวินจื่อทัง) หรือใช้ฟู่จื่อ สูตี้แต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งกลับไม่มีฤทธิ์ประการนี้    จึงได้ให้ข้อสังเกตว่ายาจีนที่มีสรรพคุณบำรุงไตสามารถเพิ่มการตอบสนองของรังไข่ที่มีต่อฮอร์โมนกระตุ้นรังไข่จากต่อมใต้สมองแล้วทำให้รังไข่ฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพปกติ

 

เลี่ยวติงหลิงและคณะจากสถาบันแพทย์จีนเจียงซีได้ทำการติดตามความเกี่ยวพันของภาวะต่อมเพศเสื่อมถอยกับภาวะไตอ่อนแอในสตรีที่ประจำเดือนมาน้อยมาก 100 ราย   พบว่า  ค่าเฉลี่ยของ E3 ในกลุ่มไตหยางพร่อง ไตยินพร่องและกลุ่มที่ไม่ภาวะไตยินหรือไตหยางพร่องชัดเจนมีความแตกต่างกันอย่างแจ่มชัด  (P<0.01)    โดยค่าเฉลี่ยของ E3 ตามลำดับได้แก่  กลุ่มไตยินพร่อง>กลุ่มที่ไม่ชัดเจน>กลุ่มไตหยางพร่อง   การทดลองกระตุ้น LHRH จากต่อมใต้สมอง   พบว่าในกลุ่มไตหยางพร่องและไตยินพร่องส่วนใหญ่มีค่าต่ำกว่าปกติหรือมีปฏิกิริยาช้า    ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ชัดเจนกับกลุ่มที่ประจำเดือนปกติไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ    การทดลองแสดงว่าการที่ประจำเดือนมาน้อยจากไตพร่องมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของฮัยโปธาลามัสที่ผิดปกติไป   ผลที่ได้รับเป็นข้อบ่งชี้และหลักฐานยืนยันทางทฤษฎีทางแพทย์แผนจีนเกี่ยวกับคำนิยามว่า “ไตกำกับระบบสืบพันธุ์”

 

ที่มา  www.wiki8.com