Mungkala.com

การรักษาภาวะมีบุตรยากที่มีสาเหตจากฝ่ายชาย (2)

จากสถิติของ WHO คู่สามีภรรยาที่แต่งงานแล้วแต่ไม่สามารถมีบุตรได้มีอัตราประมาณ 10%-15% โดยมีสาเหตุจากฝ่ายสามีราว 40%-50%     ปัญหาที่สำคัญอยู่ที่กระบวนการสร้างเชื้ออสุจิซึ่งทำให้ปริมาณของตัวอสุจิน้อยกว่าปกติ   แต่กลไกของการเกิดโรคในกรณีนี้นั้นยังไม่ทราบแน่ชัด   และในปัจจุบันยังขาดวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ  คณะผู้วิจัยจากประเทศจีนได้ทำการศึกษาในกลุ่มผู้ชายที่มีอาการได้แก่ ปริมาณเชื้ออสุจิน้อย ไม่ค่อยมีความต้องการทางเพศ ชอบปวดเมื่อยเอวและเข่าอ่อน  ร่วมกับอาการอื่นๆ ได้แก่ องคชาติไม่แข็งตัว มีภาวะหลั่งเร็ว น้ำอสุจเคลื่อนออกเอง เวียนศีรษะ มีเสียงในหู ผมร่วง หลงลืม อารมณ์ไม่ผ่องใส ซึ่งทางแพทย์แผนจีนจัดเป็น กลุ่มอาการจิงของไตพร่อง  ซึ่งถือเป็นภาวะพื้นฐานของสาเหตุที่ทำให้ผู้ชายมีเชื้ออสุจิน้อย 

 

 

ภาวะมีบุตรยากที่มีสาเหตุจากผู้ชายที่มีภาวะจิงของไตพร่อง

          จากสถิติของ WHO คู่สามีภรรยาที่แต่งงานแล้วแต่ไม่สามารถมีบุตรได้มีอัตราประมาณ 10%-15% โดยมีสาเหตุจากฝ่ายสามีราว 40%-50% [1]     ปัญหาที่สำคัญอยู่ที่กระบวนการสร้างเชื้ออสุจิ ทำให้ตัวอสุจิมีน้อยกว่าปกติแต่กลไกของโรคนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด   ในปัจจุบันยังขาดวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

          การวินิจฉัย   อาศัยหลักการวินิจฉัยภาวะอสุจิน้อยตามคู่มือมาตรฐานในการตรวจและรักษาภาวะมีบุตรยากที่มีสาเหตุมาจากผู้ชายโดยองค์การอนามัยโลก[2] ได้แก่

1) เป็นคู่ที่มีชีวิตคู่ตามปกติและไม่ได้คุมกำเนิดใดๆ มาเป็นเวลา 1 ปี แล้ว ภรรยายังไม่ตั้งครรภ์ 

2) ปริมาณตัวอสุจิจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ <20 x 106/ml

            มาตรฐานในการวินิจฉัยตามหลักแพทย์แผนจีน 

หวังจื้อหย่งและคณะ[3] ได้ทำศึกษาในกลุ่มที่วินิจฉัยจำแนกแบบแผนจีนเป็นภาวะจิงของไตพร่อง (肾精亏虚) โดยพิจารณาจากอาการดังต่อไปนี้

อาการหลัก  ปริมาณตัวอสุจิน้อยไม่สามารถให้กำเนิดบุตร   ความต้องการทางเพศต่ำ   หรือมีอาการปวดเมื่อยเอวเข่าอ่อนร่วมด้วย

อาการรอง   องคชาติไม่แข็งตัว  หลั่งเร็ว  มีน้ำอสุจิไหลออกเอง  เวียนศีรษะ มีเสียงในหู  ผมร่วง  ชอบหลงลืม  อารมณ์ไม่ผ่องใส  สีของลิ้นซีด  ชีพจรเล็กและอ่อน

ทั้งนี้จะต้องมีอาการหลักอย่างน้อยสองรายการ  และอาการรองอย่างน้อยสองรายการขึ้นไปจึงจะจัดเข้าเป็นภาวะจิงของไตพร่อง

หวังจื่อหย่งและคณะได้ทำการศึกษากลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะเชื้ออสุจิน้อยจำนวน 450 ราย  อายุระหว่าง 22-43 ปี  มีประวัติมีบุตรยากตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปถึง 12 ปี   โดยแบ่งจำนวนผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่มในจำนวนเท่าๆ กัน

ยาที่ใช้ในการศึกษา

a)   ยาจีนตำรับปู่เซิ่นอี้จิงทัง (补肾益精汤,BYD) วันละ 1 เทียบ  ต้มให้ได้น้ำยาประมาณ 400 ซีซี  แบ่งทานครั้งละ 200 ซีซี เช้า เย็น  ก่อนอาหาร 30 นาที  ให้ทานขณะอุ่น

b)   Tamoxifen tablet (TT) 10mg/tablet    ทานกับน้ำอุ่นครั้งละ 1 เม็ด  วันละ 2 ครั้ง  หลังอาหารเช้าและหลังอาหารเย็น 30 นาที

c)   Licorzine capsule (LC) 0.25 mg/capsule   ทานกับน้ำอุ่นครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร 30 นาที     

d)   Vitamin E soft capsule (VESC)  100 md/capsule  ทานกับน้ำอุ่นครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร 30 นาที

เหตุผลในการเลือกใช้ยา

          Tamoxifen เป็นยาต้านฮอร์โมนเพศหญิงที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  มีบทบาทแย่งจับกับตัวรับฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน)ที่เซลล์เป้าหมาย   ทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงออกฤทธิ์ไม่ได้    ตัวรับฮอร์โมนเพศหญิงนี้มีอยู่ในสมองส่วนไฮโปธาลามัสและพีตูตารี่  ตามปกติเมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนจับกับตัวรับเหล่านี้แล้วจะเกิดการควบคุมย้อนกลับไประงับการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นต่อมเพศ (GnRH)  ระงับการหลั่งฮอร์โมน FSH และ LH      Tamoxifen จึงให้ผลตรงข้ามกับฮอร์โมนเพศหญิงโดยทำให้ GnRH, FSH, LH ถูกปล่อยออกมามากขึ้น   ในขณะเดียวกัน Tamoxifen ยังทำให้เซลล์ในอัณฑะตอบสนองต่อ LH ได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้มีการหลั่งฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนออกมามาก  ทั้งฮอร์โมน  FSH และ Testosterone มีบทบาทที่สำคัญในการกระตุ้นกระบวนการสร้างอสุจิ  ช่วยรักษาและผลักดันให้ตัวอสุจิเติบโตจนสมบูรณ์               

Zinc เป็นธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณไม่มากนักแต่ก็เป็นสิ่งที่ร่างกายจะขาดไม่ได้   พบว่าในต่อมลูกหมากและน้ำอสุจิจะมี Zinc ในปริมาณสูงกว่าอวัยวะและของเหลวในร่างกายส่วนอื่นๆ   โดยปริมาณของ Zinc ในต่อมลูกหมากและน้ำอสุจิจะสูงกว่าในพลาสม่าถึง 100 เท่า   มีงานวิจัยที่พบว่าในผู้ชายที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยากจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งจะมีความเข้มข้นของ Zinc ในน้ำอสุจิน้อยกว่าปกติ  แสดงให้เห็นว่าการขาด Zinc เป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งของภาวะมีบุตรยากในผู้ชาย   นอกจากนั้น Chia SE และคณะยังพบว่านอกจาก Zinc ในน้ำอสุจิของผู้ชายที่มีภาวะมีบุตรยากจะต่ำกว่าค่าปกติแล้ว  ยังมีความสัมพันธ์กับความเข้มข้นของตัวอสุจิ  และความสามารถในการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิอย่างมีนัยสำคัญ     การรับประทาน Zinc จึงมีประโยชน์ต่อการสร้างเชื้ออสุจิ

          Vitamin E เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (หรือ reactive oxygen species, ROS)  อนุมูลอิสระหากมีมากเกินไปจะเป็นพิษต่อเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย  เชื้ออสุจิจะมีความไวต่อสาร ROS มาก    ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านโครงสร้างและความสามารถ ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนแอลง

          ยาจีน   ผู้วิจัยได้นำเสนอว่าภาวะเชื้ออสุจิมีน้อยกว่าปกตินั้นส่วนใหญ่แล้วร่างกายเป็นภาวะพร่องและมักเกิดในระบบ “ไต” และ “ม้าม”เป็นสำคัญ    อีกทั้งยังเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินของโรค  ในศาสตร์แพทย์จีนถือว่าว่า “โรคในระยะแรกนั้นจะเกิดขึ้นในภาคส่วนของชี่   ส่วนโรคเรื้อรังที่เกิดมาเป็นเวลานานจะเกิดกับภาคส่วนของเลือด”      การจัดตำรับยารักษาในกรณีนี้นอกเหนือจากใช้ยาบำรุงไตเป็นพื้นฐานแล้ว  ให้เพิ่มยาที่มีสรรพคุณกระตุ้นเลือด สลายเลือดคั่งในปริมาณเล็กน้อยเพื่อช่วยขับเคลื่อนชี่และเลือด   ช่วยการไหลเวียนในเฉพาะส่วนเพื่อขจัดสารพิษต่อเนื้อเยื่อ  ช่วยหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูความสามารถในการผลิตเชื้ออสุจิ   ดังรายละเอียดของยาในตำรับ ปู่เซิ่นอี้จิงทัง ดังต่อไปนี้

สูตี้หวง   มีรสหวาน เป็นยาที่ค่อนข้างอุ่น  มีสรรพคุณหล่อเลี้ยงยินบำรุงเลือด  เสริมสารจิงและสร้างไขประสาท   จึงมีฤทธิ์รักษาภาวะยินของไตพร่อง

ทู่ซือจื่อ มีรสหวาน เป็นยาที่ค่อนข้างอุ่น  มีสรรพคุณบำรุงไต เสริมจิง  อบอุ่นไตและเสริมหยาง  จึงมีฤทธิ์รักษาภาวะหยางของไตไม่แข็งแรง   เมื่อหยางของไตสมบูรณ์ก็จะช่วยสร้างยิน

          ยาสองตัวข้างต้นใช้เป็นยาหลักร่วมกัน

(จื้อ)โส่วอู ซาหว่านจื่อ  เซียนหลิงผี    ใช้ร่วมกันเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ไตและเสริมหยาง     โก่วฉีจื่อ ซานเย่า หวงจิง  มีสรรพคุณหล่อเลี้ยงยินบำรุงไต  จัดเป็นกลุ่มยารองในตำรับ

หวงฉี มีสรรพคุณบำรุงชี่เสริมม้าม   เชอเฉียนจื่อ มีสรรพคุณดับร้อนและขับน้ำ  ตานเซิน มีสรรพคุณกระตุ้นเลือด สลายเลือดคั่ง ช่วยการไหลเวียนของเลือดในทั่วร่างกาย   จัดเป็นกลุ่มยาช่วยในตำรับ

          (จื้อ)กานเฉ่า เป็นยาที่สรรพคุณประสานตัวยาต่างๆ ให้เข้ากัน  จัดเป็นยากำกับ

จากบทบาทของตัวยาต่างๆ ในตำรับ  ทำให้ได้สรรพคุณของตำรับยาได้แก่  หล่อเลี้ยงยิน บำรุงไต เพิ่มสารจิง เสริมไขประสาท  อบอุ่นไตบำรุงหยาง  บำรุงชี่เสริมม้าม 

          จากการวิจัยพบว่ายาจีนที่มีสรรพคุณบำรุงไต  มีบทบาทในการกระตุ้นและปรับปรุงการหลั่งฮอร์โมนในแกนไฮโปธาลามัส-พิธุทาลี่-ต่อมเพศ   และมีบทบาทกระตุ้นการเจริญเดิบโตของต่อมเพศและต่อมอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง   สามารถเพิ่มปริมาณของตัวอสุจิและอัตราการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิ  ลดอัตราความผิดปกติในรูปร่าง [4]

          วิธีการวิจัย

1)   กลุ่มที่หนึ่ง  ใช้ยาจีนตำรับปู่เซิ่นอี้จิงทัง(a) + b + c + d

2)   กลุ่มที่สอง  ใช้ยาจีนตำรับปู่เซิ่นอี้จิงทัง(a) + c + d   (ไม่ใช้ Tamoxifen)

3)   กลุ่มที่สาม  ไม่ใช้ยาจีน  แต่ใช้  b + c +d 

ในระหว่างวันที่ 9-11 จากวันที่มีประจำเดือนวันแรก ให้อุลตราซาวด์ตรวจสภาพการพัฒนาของ follicle ในรังไข่  ประกอบกับการใช้แผ่นตรวจการตกไข่ (ตรวจ LH) เพื่อหาวันที่ไข่ตก  จากนั้น กำหนดให้มีเพศสัมพันธ์ก่อนวันไข่ตก 1 วัน และในวันที่ไข่ตกอีก 1 วัน  ทุกกลุ่มให้รับประทานยาติดต่อ กันเป็นเวลา 3 เดือน  หากคู่ไหนมีการตั้งครรภ์ก่อนก็ยุติการให้ยา  แต่หากยังไม่ตั้งครรภ์ให้ติดตามตรวจจำนวนเชื้ออสุจิต่อไปอีก 3 เดือน  แล้วบันทึกอัตราการตั้งครรภ์

วิธีประเมินผล

มีประสิทธิภาพ   หมายถึงคู่ที่ผ่านการรักษาแล้วมีการตั้งครรภ์

ได้ผลดี       หมายถึงผ่านการรักษาแล้ว  จำนวนเชื้ออสุจิเพิ่มขึ้นจนถึงระดับปกติ  แต่ยังไม่สามารถทำให้ภรรยาตั้งครรภ์

ได้ผลพอควร   หมายถึงผ่านการรักษาแล้วเชื้ออสุจิเพิ่มขึ้นในอัตรา ≥ 33.3%

ไม่ได้ผล    หมายถึงผ่านการรักษาแล้วเชื้ออสุจิเพิ่มขึ้นในอัตรา <33.3%

          ผลการศึกษา  

กลุ่ม

จำนวน

มีประสิทธิภาพ

ได้ผลดี

ได้ผลพอควร

ไม่ได้ผล

รวมที่ได้ผล

1

143

61

42

26

14

129(90.21%)

2

141

36

51

33

21

120(85.11%)

3

144

30

47

27

40

104(72.22%)

 

          ความเห็นของผู้วิจัย

          กลุ่มที่ใช้ยาทั้ง 3 กลุ่ม ให้ผลในด้านการเพิ่มปริมาณตัวอสุจิและรายการเกี่ยวกับอสุจิอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง    กลุ่มที่ใช้ยาจีนร่วมด้วยยังสามารถเพิ่มจำนวนเชื้ออสุจิที่มีรูปร่างปกติ  โดยกลุ่มที่ 1 มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด 

 

          ความเห็นแนบท้าย

          จากการวิจัยนี้ทำให้เห็นว่า  การใช้ยาจีนร่วมรักษามีผลในการทำให้เชื้ออสุจิเพิ่มมากขึ้น   การใช้   ยา Tamoxifen ก็ไม่ใช่ตัวเลือกแรกเพราะอาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆ ด้วย    ตัวเลือกที่ดีคือยาจีน+Zinc+Vit E     อย่างไรก็ดีแม้ผลการวิจัยพบว่าว่ายาทุกกลุ่มที่ศึกษาสามารถเพิ่มจำนวนเชื้ออสุจิอย่างมีนัยสำคัญ  (มีประสิทธิภาพเกินร้อยละ 50 ในทุกกลุ่ม)  แต่อัตราการตั้งครรภ์ก็ยังไม่สูงมากนัก  โดยกลุ่มที่ 1 มีอัตราการตั้งครรภ์มากที่สุด    กลุ่มที่สองรองลงมา  และกลุ่มที่สามน้อยที่สุด  ในอัตราร้อยละ 42.7, 25.5 และ 20.8 ตามลำดับ    แสดงให้เห็นว่าปัญหาภาวะมีบุตรยากนั้นไม่ได้มาจากการที่เชื้ออสุจิน้อยแต่เพียงอย่างเดียว

         

ที่มา  Wang Zhi yong, Han Yu fen และคณะ  Treating Oligospermia Patients of Shen-essence Deficiency syndrome by 3 different treatment program : a Clinical Observation. Chinese Journal of Integrated Traditional and Western Medicine. Vol.33  No 9  September 2013. P. 1174-1178

หมายเหตุ  ห้ามนำผลวิจัยข้างต้นไปใช้อ้างอิงหรือสนับสนุนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพหรือยาจีน  หากประสงค์จะใช้ยาจีนในการรักษาให้ปรึกษาแพทย์จีนที่มีความชำนาญก่อนทุกครั้ง