Mungkala.com

การรักษาภาวะมีบุตรยากที่มีสาเหตุจากฝ่ายชาย

การรักษาภาวะมีบุตรยากจากฝ่ายชาย ตาม 3 กลุ่มอาการในศาสตร์แพทย์แผนจีน

ภาวะมีบุตรยากมีสาเหตุมีสาเหตุไม่น้อยมาจากฝ่ายชาย  โดยมีความผิดปกติของเชื้ออสุจิทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ   ในการศึกษาครั้งนี้คณะผู้วิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนจีนแห่งประเทศจีนได้ทำการศึกษาในผู้ป่วยที่มีทั้งภาวะเชื้อน้อยและเชื้ออ่อน  โดยแบ่งเป็นกลุ่มอาการ 3 กลุ่มตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน  และได้ทำการศึกษาโดยเปรียบเทียบกับการให้ยาแผนปัจจุบันที่มีสรรพคุณเพิ่มปริมาณเชื้ออสุจิ   ได้ผลดังรายงานฉบับเต็มดังนี้


3 种不同中医治则治疗少精子症患者的随机对照观察

Treatment of oligospermia/Asthenozoospermia Patients by three different Chinese medical principles: a Randomized control study. Chinese journal of integrated traditional and western medicine. Vol.33 No.9 September 2013. P 1170-1173

กัวจวินและคณะจากแผนกโรคบุรุษ โรงพยาบาลซีย่วน สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนจีนแห่งประเทศจีน   ได้ทำการศึกษากลุ่มผู้ป่วยจำนวน 128 ราย อายุระหว่าง 23-40 ปี  ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2009- พย.2011  ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะความผิดปกติของเชื้ออสุจิในด้านปริมาณและคุณภาพดังนี้

 

การวินิจฉัยทางแพทย์แผนปัจจุบัน

วินิจฉัยตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกได้แก่ 

ความเข้มข้นของตัวอสุจิ <20 X 106/ml เป็นภาวะมีเชื้ออสุจิน้อย (少精子症)   

การเคลื่อนไหวของตัวอสุจิใน 1 ชั่วโมง  ระดับ a+b<50% หรือระดับ a< 25% เป็นภาวะเชื้ออ่อน (弱精子症)     

 

การวินิจฉัยทางแพทย์แผนจีน

          แบ่งเป็น 3 กลุ่มอาการ ได้แก่

          กลุ่มอาการจิงของไตพร่อง (肾精亏虚)  มีอาการหลักได้แก่ 1) ปวดเมื่อยเอว เข่าอ่อนไม่มีแรง  2) ความต้องการทางเพศเสื่อมถอย   อาการรองได้แก่ 1) ซึมเซาไม่สดชื่น  2) เวียนศีรษะมีเสียงในหู   3) สภาพของลิ้นและชีพจร  ผู้ที่มีอาการทางภาวะยินของไตพร่อง  จะมีลิ้นสีแดง ไม่ค่อยมีฝ้า  ชีพจรเล็กและเต้นเร็ว   ผู้ที่มีอาการทางภาวะหยางของไตพร่อง สีของลิ้นจะค่อนข้างซีด  ฝ้าลิ้นบาง ชีพจรจมและเล็ก    โดยจะต้องมีอาการหลัก 1 รายการและอาการรอง 2 รายการขึ้นไปจึงจะจัดเข้าอยู่ในกลุ่มอาการนี้

          กลุ่มอาการม้ามและไตพร่อง (脾肾两虚)  มีอาการหลักได้แก่ 1) เบื่ออาหาร ทานอาหารได้น้อย 2) ปวดเมื่อยตามเอวและกระดูกสันหลัง   3) อ่อนเพลียไม่มีแรง    อาการรองได้แก่  1) ความต้องการทางเพศเสื่อมถอย  2) หน้าไม่ผ่องใส  3) เวียนศีรษะ  4) ลิ้นซีด ฝ้ามีสีขาวและเหนียว  5) ชีพจรจมและเล็ก    โดยจะต้องมีอาการหลัก 2 รายการ และอาการรอง 2 รายการจึงจะจัดเข้าอยู่ในกลุ่มอาการนี้

          กลุ่มอาการไตพร่องและมีภาวะเลือดคั่ง (肾虚血瘀)  อาการหลัก 1) ปวดเมื่อยเอว เข่าอ่อนไม่มีแรง  2) เจ็บบริเวณลูกอัณฑะ  3) ความต้องการทางเพศเสื่อมถอย    อาการรอง 1) เวียนศีรษะ มีเสียงในหู  2) หลอดเลือดดำขอดตามแนวท่ออสุจิ  3) มีปุ่มหรือก้อนที่ลูกอัณฑะหรือเนื้อเยื่อใกล้ลูกอัณฑะ   4) ลิ้นมีสีคล้ำ หรือมีจุดจ้ำที่ลิ้น   5) ชีพจรจรตึง หรือชีพจรเล็กและเต้นติดขัด    โดยจะต้องมีอาการหลักทั้ง 3 รายการ   หรือมีอาการหลัก 2 รายการ ร่วมกับอาการรอง 2 รายการ จึงจะจัดเข้าในกลุ่มอาการนี้

 

          วิธีการศึกษา

          กลุ่มอาการจิงของไตพร่อง  รักษาด้วยวิธีบำรุงไตเสริมชี่   โดยให้รับประทานยาสำเร็จรูปตำรับอู๋จื่อเอี่ยนเซิงหวัน  (五子衍生丸) ที่ประกอบด้วย โก่วฉีจื่อ ทูซื้อจื่อ(คั่ว)  ฟู่เผินจื่อ  อู่เว่ย จื่อ(นึ่ง) เชอเฉียนจื่อ (คั่วเกลือ)  ขึ้นเม็ดโดยน้ำผึ้ง  รับประทานครั้งละ 6 กรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน

          กลุ่มอาการม้ามและไตพร่อง   รักษาด้วยวิธีบำรุงไตเสริมม้าม  โดยให้รับประทานยาตำรับเซิงจิงทัง 1   (生精汤一号)  ที่ประกอบด้วยตัวยาได้แก่ สูตี้หวง ซานเย่าซานจูหยีว์ อู่เว่ยจื่อ  ทู๋ซือจื่อ  โก่วฉีจื่อ เป็นต้น

          กลุ่มอาการไตพร่องและมีเลือดคั่ง   รักษาด้วยวิธีบำรุงไต กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด  โดยให้รับประทานยาตำรับเซิงจิงทัง 2 (生精汤二号) ที่ประกอบด้วยตัวยาพื้นฐานในการบำรุงไต และเพิ่ม ไฉหู ตังกุย ตานเซิน

          กลุ่มเปรียบเทียบให้รับประทาน Clomifene 25 มก. วันละ 1 ครั้ง รับประทานกับน้ำอุ่น 

          ทุกกลุ่มให้รับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน ถือเป็น 1 ชุดรักษาแล้วตรวจประเมินผล   ในทุกๆ 2 สัปดาห์ จนครบ 12 สัปดาห์

 

          ผลการศึกษา

          ด้านปริมาณของน้ำอสุจิ  ทุกกลุ่มเมื่อเปรียบเทียบทั้งก่อนและหลังให้ยาไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p>0.05)    

          ด้านความเข้มข้นของน้ำอสุจิ  การเคลื่อนไหวระดับ a , a+b และอัตราการเคลื่อนไหวหลังจาก 1 ชั่วโมง   การศึกษาภายในกลุ่มที่ใช้ยาจีนและ clomiphene หลังการให้ยากับก่อนให้ยามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ  (p<0.05)      แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p>0.05) เมื่อนำมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม 

          ด้านการเพิ่มอัตราการเคลื่อนไหวของเชื้ออสุจิ (a+b)  หลังจากให้ยาครบ 12 สัปดาห์  มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ   โดยกลุ่มไตพร่องและเลือดคั่งดีขึ้นมากที่สุด  โดยมีความแตกต่างกับกลุ่มที่ใช้ยาจีนอีก 2 กลุ่ม และกลุ่มที่ใช้ Clomifene อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05, P<0.01)

          ด้านผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ระหว่างการให้ยา  ทำการตรวจเลือด ปัสสาวะและค่าการทำงานของตับในแต่ละช่วง   ไม่พบความผิดปกติ   กลุ่มไตพร่องและมีเลือดคั่งกับกลุ่มม้ามและไตพร่องเกิดอาการไม่สบายท้อง 2 ราย  แต่ไม่ส่งผลต่อการรับประทานยา

          ด้านผลสำเร็จทำให้ภรรยาตั้งครรภ์ กลุ่มไตพร่องและมีเลือดคั่งมีอัตราประสบความสำเร็จมากกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05)

 

กลุ่ม

จำนวน

จำนวนที่ตั้งครรภ์

รักษา 4 สัปดาห์

รักษา 8 สัปดาห์

รักษา 12 สัปดาห์

กลุ่มไตพร่องเลือดคั่ง

33

2(6.06%)

3 (11.00%)

5 (15.15%)

กลุ่มม้ามและไตพร่อง

35

0 (0.00)

1 (2.86%)

1 (2.66%)

กลุ่มจิงของไตพร่อง

28

0 (0.00)

1 (3.25%)

1 (3.57%)

กลุ่ม Clomifene

32

0 (0.00)

1 (3.12%)

2 (6.25%)

 

บทวิจารณ์

ภาวะมีบุตรยากที่มีสาเหตุจากผู้ชายในศาสตร์การแพทย์แผนจีนจัดอยู่ในเรื่อง “无精”  “精冷” “求嗣 qiu sì ”   ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวจะพิจารณาว่าเกิดจากจิงของไตพร่องเป็นประการแรก  โดยคัมภีร์ซู่เวิ่นบทซ่างกู่เทียนเจินลุ่นได้มีทฤษฎีเกี่ยวกับเจริญพันธุ์ที่มีไตและจิงแต่กำเนิดเป็นแกนกลาง  ซึ่งชี้ว่าการรักษาภาวะมีบุตรยากจากผู้ชายนั้นจะต้องใช้วิธีเพิ่มเติมสารจิงและบำรุงไตเป็นวิธีพื้นฐาน

จากการศึกษาครั้งนี้ได้พบว่าในบรรดาวิธีการรักษาทั้ง 3 วิธีของแพทย์แผนจีนนั้น  วิธีบำรุงไตและกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนมีประสิทธิผลมากที่สุด   วิธีการนี้ได้ใช้ยา สูตี้หวง ซานเย่า ซานจูหยีว์ ที่เป็นยาร้อนเล็กน้อยและออกฤทธิ์สุขุมไม่ทำลายหยางมาให้การบำรุงยิน เลือดและสารจิง   ใช้เซียนหลิงผี ทู่ซือจื่อ ชื่ออู่เจียมาบำรุงหยางของไตเพื่อผลักดันชี่ของไตให้สร้างอสุจิให้มากขึ้น   และใช้ฟู่เผินจื่อ อู่เว่ยจื่อ เพื่อเก็บรักษาสารจิงให้กับไต  ทั้งยังบำรุงชี่สร้างสารน้ำ  ตังกุย ตานเซินเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปพร้อมๆ กับการบำรุงไต

จากการใช้ทางคลินิกยังพบว่า ในกรณีที่ไม่สามารถวินิจฉัยจำแนกออกเป็นกลุ่มอาการใดได้ชัด     การเลือกใช้ยาที่มีสรรพคุณบำรุงไตร่วมกับยากระตุ้นเลือดทำให้เส้นลมปราณไหลเวียนได้คล่องก็สามารถเพิ่มปริมาณและคุณภาพของอสุจิได้   ทั้งนี้เป็นไปตามหลักทฤษฎีที่ว่า  “เชื้ออสุจิน้อยเพราะอสุจิติดขัดค้างอยู่ในท่อ”  และ “โรคที่รักษายากให้ทำการรักษาด้วยวิธีแก้เลือดที่คั่งค้างติดขัด”    ดังยาทั้งสามชนิดที่มีสรรพคุณทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงยังลูกอัณฑะและอวัยวะข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกัน    เป็นการช่วยส่งสารหล่อเลี้ยงในการสร้างอสุจิ  

จากการวิจัยยังพบว่ายากระตุ้นเลือดและสลายเลือดคั่งค้างนี้จะเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปหล่อเลี้ยงเส้นประสาท  ผลักดันการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ  กระตุ้นการดูดซึมสารที่เกี่ยวกับการอักเสบ   นอกจากนั้นยังระงับการสร้างสารเหนียวจากเซลล์ไฟโบรบลาสต์   กระตุ้นการสลายตัวของไฟบริโนเจน   แก้ไขท่ออสุจิที่อุดตันให้น้ำอสุจิไหลออกมาได้คล่อง  กระตุ้นเอนซัยม์แอนดี้ออกซิแดนส์   คุ้มครองอสุจิไม่ให้ถูกสารอนุมูลอิสระเข้าทำลาย    

อย่างไรก็ดีแม้จะสามารถเพิ่มเชื้ออสุจิทั้งปริมาณและคุณภาพได้  แต่อัตราการตั้งครรภ์ยังไม่สูงมากนัก  แสดงว่าปัญหามีบุตรยากไม่ได้เกิดจากการที่เชื้ออสุจิน้อยหรืออ่อนแต่เพียงอย่างเดียว  

(หมายเหตุ  ห้ามใช้ผลที่ได้จากการวิจัยนี้ไปสนับสนุนการขายผลิตภัณฑ์จากอาหารเสริมหรือยาจีนในรูปแบบต่างๆ  ผู้ที่ประสงค์จะใช้ยาจีนเพื่อรักษาให้ปรึกษาแพทย์แผนจีนที่มีความชำนาญก่อนทุกครั้ง)