Mungkala.com

เส้นลมปราณ

เส้นลมปราณ 经络

เป็นระบบเครือข่ายในร่างกายที่สารจำเป็น ได้แก่ ชี่ เลือด น้ำและสารจิง ใช้ในการไหลเวียนและเกิดบทบาทต่างๆ   ทำให้อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายเกิดการทำงานที่สัมพันธ์กันและส่งผลต่อกัน    ในศาสตร์แพทย์จีนได้จัดขึ้นเป็นระบบเส้นลมปราณ  ประกอบด้วยเส้นลมปราณหลัก เรียกว่า เส้นจิง   และเส้นลมปราณแขนง ที่เรียกว่า เส้นลั่ว  จากเส้นลมปราณแขนงยังแบ่งย่อยลงไปเป็นเส้นเล็กๆ ได้แก่ เส้นฝอย เส้นผิวหนัง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี   เส้นลมปราณในศาสตร์แพทย์จีนนี้มีอยู่จริงหรือไม่   ยังอยู่ในระหว่างการวิจัยค้นคว้า  เพราะระบบเส้นลมปราณไม่เพียงแต่มีส่วนใหญ่ที่สอดคล้องกับการตอบสนองของระบบเส้นประสาทในสรีรวิทยาการแพทย์ปัจจุบัน  หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบประสาท-ฮอร์โมน  การตอบสนองทางชีวะเคมีและแม่เหล็กไฟฟ้าภายในเนื้อเยื่อของร่างกาย ฯลฯ ซึ่งมีผลการวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่มากมาย

เส้นลมปราณหลัก 12  เส้น  十二正经

เส้นลมปราณประกอบด้วยเส้นหลักที่เดินตามแขนขา 12 เส้น  เส้นลมปราณหลักที่เดินตามแขนขาจะเดินอย่างเป็นระเบียบจากส่วนอกไปยังปลายนิ้ว  จากปลายนิ้วขึ้นไปบนศีรษะ  จากศีรษะลงไปเท้า และจากเท้ากลับเข้าสู่ส่วนท้องและอกเพื่อเริ่มวงจรรอบใหม่    โดยเส้นลมปราณที่อยู่ทางด้านหน้าอกหรือท้องได้รับแสงน้อยเมื่อเทียบกับเส้นที่อยู่ทางด้านหลังจึงจัดเป็นเส้นที่สังกัดยิน  ในขณะที่เส้นที่เดินอยู่ตามด้านหลังเป็นเส้นที่สังกัดหยาง  และเส้นตามขาที่อยู่ด้านในจัดเป็นเส้นที่สังกัดยิน   เส้นที่อยู่ทางด้านนอกสังกัดหยาง

เส้นลมปราณศูนย์กลาง

เป็นเส้นลมปราณที่เดินอยู่ตรงกึ่งกลางลำตัวด้านท้องและด้านหลังอย่างละ 1 เส้น  ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมพลังชี่ของระบบเส้นลมปราณหยางและเส้นลมปราณยินไว้    ซึ่งเรียกเส้นที่อยู่กึ่งกลางทางด้านท้องว่า “เส้นเริ่น 任脉”   และเส้นที่อยู่กึ่งกลางทางด้านหลังหรือพาดตามแนวปมกระดูกสันหลังว่า “เส้นตู 督脉”    เส้นเริ่นเป็นศูนย์กลางของระบบเส้นลมปราณยิน   เส้นตูเป็นศูนย์กลางของระบบเส้นลมปราณหยาง

เส้นลมปราณที่ท้องน้อยและอวัยวะสืบพันธุ์

บริเวณท้องน้อยและอุ้งเชิงกรานยังมีเส้นลมปราณที่ทำหน้าที่ต่อจากเส้นเริ่นในการหล่อเลี้ยงเลือดให้กับบริเวณดังกล่าว  เรียกว่า “เส้นชง 冲脉”   เส้นชงนี้มีบทบาทมากในทางแผนกสตรีและการมีบุตร   ดังที่จะพบในคำว่า “ระบบเส้นชง-เริ่น” อยู่เสมอ

เส้นลมปราณที่ทำหน้าที่เชื่อมประสานเส้นลมปราณหลัก

เส้นลมปราณหลักจะเดินไปตามแนวตั้งของลำตัว   เส้นลมปราณแต่ละเส้นไม่เพียงแต่เชื่อมต่อกับเส้นลมปราณอีกเส้นหนึ่งที่เป็นคู่กัน   หากแต่ยังมีการเชื่อมต่อประสานกันข้ามเส้นลมปราณด้วย    โดยเส้นลมปราณที่เดินในแนวขวางของลำตัวหรือเดินในแนวพาดข้ามเส้นลมปราณหลักต่างๆ   เส้นลมปราณดังกล่าวประกอบด้วย

เส้นไต้ 带脉  เป็นเส้นที่เดินแนวในพาดขวางของลำตัว อยู่บริเวณเอวและชายโครง

เส้นยินเชียวกับหยางเชียว 阴跷脉 ,阳跷脉(“เชียว” หมายถึงพาดข้าม)  เป็นเส้นที่เดินพาดจากตาตุ่มในและตาตุ่มนอกขึ้นไปยังหัวตา

เส้นยินเหวยกับหยางเหวย 阴维脉,阳维脉  (เหวยแปลว่า “ผูกมัด” หรือ “เชื่อม”)   เส้นยินเหวยจะทำหน้าที่เชื่อมประสานเส้นลมปราณที่สังกัดยินโดยเดินจากบริเวณเหนือข้อเท้าทางด้านในผ่านท้องและอกขึ้นสู่ลำคอเชื่อมต่อกับเส้นเริ่น   ส่วนเส้นหยางเหวยจะทำหน้าที่เชื่อมประสานเส้นลมปราณที่สังกัดหยาง   โดยจะเดินจากใต้ตาตุ่มทางด้านนอกขึ้นไปทางด้านหลังและก้านคอ เชื่อมต่อกับเส้นตู

เส้นเริ่น เส้นตู เส้นชง เส้นม่าย เส้นยินเชียวและหยางเชียว กับเส้นยินเหวยกับหยางเหวย  8 เส้น รวมเรียกว่า “ฉีจิงปาม่าย 奇经八脉” หมายถึงเส้นอื่นๆ อีก 8 เส้น ที่ไม่ใช่เส้นลมปราณหลัก 

 

นอกจากเส้นลมปราณหลัก 12 เส้นและเส้นอื่นๆ อีก 8 เส้นดังข้างต้นแล้ว   ยังมีเส้นลมปราณย่อยที่แตกแขนงไปเพื่อทำหน้าที่เชื่อมประสานและทำหน้าที่เฉพาะส่วนในร่างกายได้แก่

ส่วนผิว  (皮部-ผีปู้)   เป็นบริเวณผิวหนังที่เส้นลมปราณหลักแต่ละเส้นที่แสดงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทางสรีระหรือทางพยาธิวิทยาออกมายังบริเวณนั้น

ส่วนเส้นเอ็นและข้อต่อ (จิงจิน- 经筋)    เป็นส่วนที่อยู่บริเวณเส้นเอ็นหรือข้อต่อ

เส้นเชื่อมต่อ  (经别-จิงเป๋)   เป็นเส้นแขนงที่แตกออกมาจากเส้นลมปราณหลักเพื่อเชื่อมต่อส่วนผิวกับอวัยวะที่อยู่ส่วนลึกภายใน 

เส้นแขนงข้าง ( 别络-เป๋ลั่ว)  เป็นเส้นลมปราณฝอยที่มีขนาดใหญ่   ซึ่งจะแตกแขนงออกมาทางด้านข้างเชื่อมกับเส้นลมปราณที่อยู่ข้างเคียง