แพทย์จีนไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้ในการจัดยาให้ผู้ป่วยให้ตรงตามโรคและกลุ่มอาการ   หากแต่ยังต้องทำหน้าที่เหมือนเชฟปรุงอาหาร  ต้องรู้จักว่า การนำยาตัวใดมาเข้ากับตัวใดแล้วจะเกิดผลดีแก่ผู้รับประทาน   อีกทั้งต้องรู้จักปรุงยาให้กลมกล่อม  มีวิธีการที่ทำให้ผู้ป่วยรับประทานยาได้   นอกจากนั้นยังมีข้อควรสนใจต่างๆ  เช่น เวลาในการรับประทานยา  หมายถึงว่ายาแต่ละชนิดก็ต้องทานในเวลาที่เหมาะสมจึงจะเกิดผลดีที่สุด  ทั้งยังมีรูปแบบการเตรียมยาที่เหมาะสม  มีข้อแนะนำการปฏิบัติตัวหลังจากรับประทานยา   และข้อควรสนใจในเรื่องผลกระทบระหว่างยาจีนกับอาหารบางชนิด   ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการทำให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและผู้ป่วยสามารถรับประทานยาได้

 

เวลาในการรับประทานยา

เวลาในการรับประทานยาให้พิจารณาตามสภาวะการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้  วัตถุประสงค์ในการรักษาโรคและลักษณะเฉพาะของยา   โดยทั่วไปแล้ว ยาที่ระคายกระเพาะอาหารและลำไส้ให้รับประทานหลังอาหาร   ยาที่มีสรรพคุณบำรุงเนื่องจากมีความหนืดส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้จึงควรรับประทานขณะท้องว่าง   ยาทำให้จิตใจสงบควรรับประทานก่อนนอน    ผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรกำหนดเวลาในการทานยาให้สม่ำเสมอ    โรคเฉียบพลัน อาการคลื่นไส้อาเจียน ลมชัก และนิ่วในทางเดินปัสสาวะ  โรคเกี่ยวกับลำคอ ควรรับประทานโดยใช้วิธีจิบทานไปบ่อยๆ ไม่กำหนดเวลาแน่นอ

 

วิธีการใช้ยา

(1)     ยาสำหรับต้มรับประทาน  โดยทั่วไปใช้วันละ 1 เทียบ แต่ละเทียบนำมาต้ม 2 ครั้ง  นำน้ำยาที่ได้ทั้ง 2 ครั้งมารวมกัน  แล้วแบ่งรับประทาน 2 ครั้ง เวลาเช้าและเย็น    ในกรณีที่จำเป็นจากสภาวะของโรคและวัตถุประสงค์ในการรักษา   อาจรับประทานวันละ 1 ครั้ง หรือหลายครั้ง  หรือนำมาใช้ดื่มต่างน้ำ กระทั่งวันหนึ่งอาจใช้ถึง 2 เทียบ    โดยทั่วไปให้ทานยาขณะกำลังอุ่น   สำหรับยาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้กลุ่มอาการภายนอกจะทานขณะน้ำยาค่อนข้างร้อน หลังจากนั้นให้ใส่เสื้อหนาๆ ห่มผ้าหรือทานโจ๊กร้อนๆ เพื่อกระตุ้นให้มีการขับเหงื่อ     นอกจากนั้นยาบางชนิดให้มีข้อกำหนดอื่นๆ ตามวัตถุประสงค์ในการรักษาได้  

(2)    ยาเม็ดลูกกลอน   ยาเม็ดลูกกลอนที่มีขนาดเม็ดเล็กให้รับประทานกับน้ำอุ่น   ยาเม็ดลูกกลอนน้ำผึ้งที่มีขนาดใหญ่ให้แบ่งออกเป็นเม็ดเล็กๆ รับประทาน   สำหรับยาลูกกลอนที่เป็นเม็ดแข็งให้นำไปแช่ในน้ำร้อนเพื่อให้ละลายก่อนรับประทาน

(3)    ยาผง   ใช้ชงกับน้ำผึ้งหรือน้ำอุ่นรับประทาน  หรือบรรจุลงในแคปซูล 

(4)    ยาก้อน   ให้ใช้น้ำร้อนชงให้ละลายก่อนรับประทาน

(5)    ยาชนิดชงน้ำและยาไซรัป   ยาชนิดชงใช้ชงกับน้ำรับประทาน   ยาไซรับสามารถรับประทานได้โดยตรง

นอกจากนี้ในกรณีของผู้ป่วยหนักควรให้รับประทานยาในปริมาณน้อยแต่ทานบ่อยๆ   ผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนให้เคี่ยวยาจนข้นแล้วจิบทานบ่อยๆ ทีละนิด         สำหรับผู้ที่หมดสติหรือรับประทานอาหารไม่ได้จากสาเหตุต่างๆ ให้ใช้วิธีป้อนยาทางสายยาง

 

การดูแลหลังจากให้ยา

ในกรณีที่มีการใช้ยาขับเหงื่อ ระบายท้อง หรือดับพิษร้อนที่มีฤทธิ์ค่อนข้างรุนแรงให้ใช้ยาให้เหมาะสมตามสภาพของผู้ป่วย   โดยทั่วไปเมื่อเห็นผลของยา เช่น มีเหงื่อออก ถ่ายอุจจาระออก หรือไข้ลดลงแล้วก็ให้หยุดยาได้ตามความเหมาะสม      เพราะการขับเหงื่อ การขับระบายอุจจาระหรือดับพิษร้อนเป็นการทำลายพลังชี่ของร่างกาย    นอกจากนั้นเมื่อมีเหงื่อออกแล้วควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกลม   ดูแลการออกกำลังกายและการพักผ่อนให้เหมาะสม  ดูแลอารมณ์และจิตใจ เป็นต้น

 

อาหารที่ห้ามหรือควรระมัดระวังระหว่างรับประทานยาจีน

มีหลักการโดยทั่วไปคือ

(1)    ห้ามอาหารที่ส่งผลกระทบการย่อยและการดูดซึมอาหารของม้ามและกระเพาะอาหาร   เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นโดยทั่วไปแล้วการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหารจะอ่อนแอลง   ดังนั้นจึงควรงดอาหารสดและอาหารเย็น   อาหารที่มัน อาหารที่มีความเหนียวหนืดและย่อยยาก  รวมทั้งอาหารที่มีรสคาวและมีกลิ่นฉุน   รวมทั้งอาหารที่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร

(2)    ห้ามอาหารที่ส่งผลกระทบต่อภาวะของโรค  เช่น อาหารสดและอาหารเย็นไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะโรคเย็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีภาวะม้ามและกระเพาะอาหารเย็นและพร่อง   อาหารรสเผ็ดร้อนไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะโรคทางร้อน   การรับประทานอาหารที่มีไขมันอาจทำให้ภาวะเป็นไข้หนักขึ้น  การรับประทานอาหารเค็มจัดอาจทำให้ภาวะบวมน้ำหนักขึ้น เป็นต้น

(3)    ห้ามอาหารที่ส่งผลกระทบต่อยา   เช่น หัวผักกาดไม่ควรทานกับยาเหรินเซิน(โสม)   ชาไม่ควรทานกับยาที่เข้าถู่ฝูหลิง   ปลาที่ไม่มีเกล็ดไม่ควรทานทานกับจิงเจี้ย  อาหารที่มีไขมันไม่ควรทานกับเหมียนหม่ากว้านจ้ง  ทั้งนี้เพราะเหมียนหม่ากว้านจ้งละลายได้ดีในไขมันจึงทำให้ยาถูกดูดซึมมากเกินไปจนเกิดพิษขึ้นได้    

(4)    ยาบางชนิดยังมีข้อห้ามหรือข้อควรระมัดระวังในการใช้   ให้ดูเพิ่มเติมตามตำรายาจีนหรือเภสัชตำรับยาจีน