ยาจีนส่วนใหญ่จะใช้วิธีต้มรับประทาน   การต้มให้ถูกต้องตามวิธีการ    การใช้อุปกรณ์และปริมาณของน้ำที่ใช้ในการต้มแต่ละครั้ง   การปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ในการต้ม เช่น เวลาที่ใช้ในการต้ม  การนำตัวยาบางตัวมาต้มก่อนหรือหลังการต้มตัวยาอื่นๆ ตามที่กำหนด  การบดเป็นผงหรือละลายก่อนนำไปชงร่วมกับตัวยาอื่นๆ ฯลฯ  มีความเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์ของยา    จึงควรสนใจวิธีการต้มยาให้ถูกต้องตามหลักการทั่วไปดังนี้ 

 

 

 

  1. ภาชนะที่ใช้ในการต้มยา   ต้องเป็นภาชนะที่ทำมาจากวัสดุที่คงตัวและไม่เกิดปฏิกิริยาเคมีกับองค์ประกอบในตัวยา     เป็นวัสดุที่สามารถกระจายความร้อนได้อย่างทั่วถึงและเก็บความร้อนได้ดี เช่น หม้อดิน หม้อเคลือบดินเผา เป็นต้น      ห้ามใช้ภาชนะที่ทำจากโลหะ เช่น อะลูมิเนียม เหล็ก ทองแดง  
  2. น้ำที่ใช้ในการต้มยา  ต้องเป็นน้ำที่สะอาดที่ไม่มีสีกลิ่นและรส   กล่าวโดยทั่วไปแล้วน้ำที่รับประทานได้สามารถนำมาใช้ต้มยาได้
  3. ปริมาณน้ำที่ใช้ในการต้มยาแต่ละครั้ง    โดยทั่วไปจะเติมน้ำจนถึงระดับที่เมื่อกดลงไปแล้วระดับน้ำอยู่เหนือตัวยาสมุนไพรประมาณสองข้อนิ้ว     ในกรณีที่ตัวยาสมุนไพรมีเนื้อเหนียวแข็งหรือต้องเป็นตัวยาที่ต้องใช้การต้มเป็นเวลานานให้ใช้น้ำในปริมาณที่มากกว่าปกติ    กรณีที่ตัวยาสมุนไพรมีเนื้อหลวมหรือมีสารออกฤทธิ์ที่ระเหยได้ง่าย หรือมีข้อกำหนดให้ใช้เวลาในการต้มไม่นานนักให้เติมน้ำพอท่วมตัวยาสมุนไพรก็เพียงพอ    สำหรับการต้มยาในครั้งที่สองปริมาณน้ำที่ใช้ให้ลดลงเหลือราว  2/3 – ½ จากครั้งแรก  
  4. การแช่ยาเพื่อรอการต้ม   โดยทั่วไปให้แช่น้ำก่อนทำการต้มเป็นเวลา 20-30 นาที    ตัวยาที่เป็นเมล็ดหรือผลที่แข็งอาจแช่ไว้ได้นานถึง 1 ชั่วโมง    แต่ในฤดูที่อากาศร้อนไม่ควรแช่ไว้นานเกินไป เพราะความร้อนอาจทำให้องค์ประกอบในตัวยาเกิดการแปรเปลี่ยนทางคุณภาพไป
  5. ความร้อนที่ใช้ในการต้มยา    ขณะเริ่มต้มยาให้ใช้ไฟแรงเพื่อให้น้ำเดือดอย่างรวดเร็ว     เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ลดไฟลงและใช้ไฟอ่อนต้มต่อไปเป็นเวลา 30 นาที       ทั้งนี้เพื่อให้ตัวยาค่อยๆ ซึมออกมาและป้องกันไม่ให้น้ำยาแห้งจนไหม้  ยาสมุนไพรที่เป็นธาตุวัตถุ กระดูก เกล็ดหรือกระดองสัตว์ ตลอดจนยาที่มีสรรพคุณบำรุง    สารออกฤทธิ์ของยาเหล่านี้จะละลายออกมายากจึงให้ใช้ไฟอ่อนต้มหรือตุ๋นเป็นเวลานานกว่าปกติ       ยาที่มีสรรพคุณแก้กลุ่มอาการภายนอกหรือมีสารออกฤทธิ์ที่ระเหยได้ง่าย     เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ลดไฟลงทันทีและทำการต้มด้วยไฟอ่อนต่อไปราว 10-15 นาทีก็เพียงพอ
  6. การกรองน้ำยา  เมื่อต้มยาได้ตามเวลาที่กำหนดแล้วให้กรองแยกน้ำยาออกจากกากยาในทันที    เพราะการแช่ยาไว้กับกากยาจนเย็นจะทำให้ตัวยาบางส่วนถูกดูดซึมกลับไป 
  7. การคั้นเอาน้ำยา     ในระหว่างการต้มอาจมีตัวยาบางส่วนที่ถูกดูดซึมกลับไป    เมื่อกรองน้ำยาได้แล้วให้คั้นเอาน้ำยาจากกากยาด้วย     โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาสมุนไพรที่มีข้อกำหนดให้ใช้เวลาในการต้มไม่นานเนื่องจากมีสารออกฤทธิ์ที่สลายไปจากความร้อนได้ง่าย  หรือสมุนไพรที่ใช้การต้มเพียงครั้งเดียว   ในกากยาจะมีตัวยาค้างอยู่อีกมาก  จึงให้ทำการคั้นเอาน้ำยาทุกครั้ง
  8. ข้อกำหนดอื่นๆ ในการต้มยา

          ยาจีนโดยทั่วไปสามารถนำมาต้มพร้อมกันได้  ยกเว้นยาบางชนิดมีข้อกำหนดในการนำเข้าต้มยาเป็นพิเศษแตกต่างจากยาอื่นๆ  ซึ่งให้เขียนกำกับไว้ในใบสั่งยา ได้แก่

 1)       ยาที่ให้ต้มก่อนยาอื่นๆ   ยาที่เป็นแร่วัตถุ สัตว์วัตถุ เช่น เขาสัตว์ กระดอง เกล็ด หรือเปลือกของสัตว์     ซึ่งองค์ประกอบที่เป็นสารออกฤทธิ์ในตัวยาละลายออกมายาก   ยาที่มีลักษณะเช่นนี้ให้นำมาทำการต้มก่อนยาอื่นๆ เป็นเวลา 30 นาที จากนั้นจึงค่อยเติมตัวสมุนไพรอื่นๆ ลงไปต้มพร้อมกัน

 2)       ยาที่ให้ต้มหลังยาตัวอื่นๆ   ยาที่มีกลิ่นหอม เช่น โป้เหอ ชิงเฮา มู่เซียง ซาเหริน เฉินเซียง ไป๋โต้วโค่ว ฯลฯ ยาเหล่านี้หากต้มนานจะสูญเสียสารออกฤทธิ์ที่สำคัญไป    นอกจากนั้นยังมียาบางชนิดที่ไม่ได้เป็นยาที่มีกลิ่นหอมแต่สารออกฤทธิ์สูญเสียไปได้ง่ายจากความร้อน เช่น โกวเถิง ต้าหวง ฟานเซี่ยเย่ ฯลฯ   การต้มยาที่มีลักษณะเช่นนี้ให้ใส่ตัวยาอื่นๆ ลงไปต้มก่อนจนเดือด    หลังจากนั้น 5-10 นาทีจึงค่อยเติมยาดังกล่าวลงไปต้ม   

 3)       ยาที่ให้ห่อผ้าต้ม   ยาที่มีลักษณะเหนียวหนืด ยาที่เป็นผง ยาที่มีขนหรือหนามเล็กๆ เช่น หวาสือ ชิงไต้เสวียนฟู่ฮัว ผู่หวง เป็นต้น    ยาเหล่านี้ให้บรรจุในถุงผ้าก่อนนำลงไปต้มร่วมกับยาอื่นๆ

 4)       ยาที่ให้แยกต้ม     ยาที่หายากและมีราคาสูง เช่น เหรินเซิน ซีหยางเซิน หลิงหยางเจี่ยว เส้อเซียง ลู่หรงเป็นต้น    ยาเหล่านี้ให้ทำการแยกออกมาต้มหรือแยกตุ๋นต่างหากเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง    น้ำยาที่ได้อาจแยกรับประทาน หรือนำมารวมกับน้ำยาที่ได้จากการต้มตัวยาอื่นๆ รับประทานก็ได้

 5)       ยาที่ให้แยกละลาย   ใช้กับยาที่มีลักษณะเป็นกาวเหนียว เช่น เออเจียว ลู่เจี่ยวเจียว กุยป่านเจียว หรือน้ำผึ้ง น้ำตาลมอลต์     ยาเหล่านี้ให้ละลายด้วยน้ำ หรือเหล้าเหลือง หรือใช้น้ำยาที่ได้จากการต้มยาอื่นๆ มาชงหรือต้มให้ละลายก็ได้ 

 6)       ยาที่ให้แช่ในน้ำเดือดเท่านั้น   ใช้กับยาที่มีตัวยาสำคัญละลายในน้ำง่ายหรือหากต้มแล้วจะสูญเสียตัวยาสำคัญไป       ยาเหล่านี้ให้แช่ในน้ำร้อนหรือแช่ในน้ำยาต้มจากตัวยาอื่นๆ ขณะร้อน แล้วปิดฝาไว้เพื่อกันไม่ให้ตัวยาระเหยออกไปเป็นเวลา 30 นาที จากนั้นกรองเอากากยาออก นำน้ำยาที่ได้มารับประทาน     ยาที่ใช้วิธีนี้ เช่น จ้างหงฮวา ฟานเซี่ยเย่  พ่างต้าไห่ เป็นต้น

 7)       ยาที่ใช้ชงรับประทาน      ใช้กับยาที่มีราคาแพงและใช้ในปริมาณน้อย    เพื่อไม่ให้สูญเสียตัวยาสำคัญไป  จึงให้นำยามาบดเป็นผงแล้วชงกับน้ำสุกหรือน้ำยาที่ต้มได้จากตัวยาอื่นๆ รับประทาน   ยาดังกล่าว เช่น เส้อเซียง หนิวหวง เจินจู  หยางหลิงเจี่ยว ซีหยางเซิน  ลู่หรง  เหรินเซิน เกอเจี้ย เป็นต้น        นอกจากนั้นยังใช้กับยาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาประสิทธิภาพของยา เช่น ซันชิ ฮัวรุ่ยสือ ไป๋จี๋  เซ่ว์หยีว์ทั่น จงหลีว์ทั่น เป็นต้น        รวมทั้งยาที่มีสรรพคุณสงบลมภายในแก้อาการหดเกร็ง เช่น อู๋กง เฉวียนเซีย  เจียงฉาน  ตี้หลง       ยาลดกรดในกระเพาะอาหารระงับปวด เช่น อูเจ๋ยกู่  หวาป๋างจื่อ ไห่เกอเข่อ เหยียนหูโส่ว์        ยาที่สารออกฤทธิ์สลายได้ง่ายในในอุณหภูมิสูงหรือไม่ค่อยละลายในน้ำ เช่น เหลยหวาน    ยาเหล่านี้ให้บดเป็นผงก่อนแล้วจึงนำมาชงรับประทาน      นอกจากนี้แล้วยังมียาที่คั้นเอาน้ำ เช่น น้ำจากต้นไผ่  น้ำขิง น้ำจากต้นบัว น้ำตี้หวงสด  ก็นำมาใช้โดยวิธีชงรับประทานเช่นกัน

 8)       ยาที่ให้ต้มเอาน้ำไปต้มยาอื่นๆ        ใช้กับยาบางชนิดที่หากนำไปต้มรวมกับยาอื่นๆ แล้วจะทำให้เกิดการขุ่นข้นรับประทานยาก เช่น เจ้าซินถู่     ยาที่มีลักษณะเช่นนี้ให้นำไปต้มก่อนแล้วตั้งทิ้งไว้จนมีการแยกชั้น จากนั้นแยกน้ำยาใสที่อยู่ชั้นบนไปต้มยาอื่นๆ ต่อไป     วิธีนี้ยังใช้กับยาที่มีน้ำหนักเบา มีปริมาณมากหรือมีขนาดใหญ่ดูดซับน้ำมาก เช่น อี้ว์หมี่ซีว์ ซือกัวลั่ว จินเฉียนเฉ่า เป็นต้น