Mungkala.com

ประวัติมังคละโอสถ

 

มังคละตรงกับคำว่ามงคล   คำว่า “มังคละโอสถ” จึงหมายถึงยาอันเป็นมงคล  นำความเจริญมาสู่และป้องกันไม่ให้สิ่งที่เลวร้ายมากล้ำกราย    ทางสถานพยาบาลมังคละโอสถได้ใช้ชื่อนี้สืบต่อมา   เพราะโรคภัยต่างๆ ก็เหมือนกับเพทุภัยที่เข้าแทรกทำให้ร่างกายเกิดความเจ็บป่วยขึ้น    การใช้ยาก็เพื่อรักษาโรคขับพิษภัยต่างๆ ให้ออกจากร่างกายไปและเพื่อป้องกันโรคโดยการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงไม่ให้พิษภัยต่างๆ เข้ามากล้ำกรายได้ง่ายๆ     อีกทั้งยังหมายถึงคุณประโยชน์จากยาสมุนไพรที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาที่สังเคราะห์จากเคมีซึ่งอาจเป็นภัยต่อร่างกายได้

 

 

สถานพยาบาลมังคละตั้งชื่อขึ้นตามชื่อของปู่มังคละ ปวราธิสันต์ บุตรของแสน ไชยพละแห่งบ้านฮ่อม (ถนนท่าแพ) ซึ่งได้สมรสกับแม่หมูธิดาของพญาจรพนมเขตต์แห่งย่านวัดผ้าขาวซึ่งเป็นที่ตั้งของคลินิกมังคละโอสถในปัจจุบัน    จากรูปภาพเป็นรูปของปู่มังคละกับย่าหมูในวัยยังไม่ถึง 20 ปี  หลังจากแต่งงานแล้วในวันหยุดสุดสัปดาห์มักจะขี่รถถีบมาจากบ้านที่บริเวณบ้านฮ่อมติดกับถนนท่าแพปัจจุบัน   มายังที่ตั้งของร้านมังคละซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า "ไปบ้านสวน"

 

พญาจรพนมเขตต์เป็นข้าราชการของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ที่รับผิดชอบการดูแลเรื่องป่าไม้ในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของเชียงใหม่และขุนยวมแม่ฮ่องสอน   อีกทั้งดูแลขบวนคาราวานช้างสำหรับการติดต่อค้าขาย  และขนส่งผู้คนระหว่างเชียงใหม่กับเมืองมะละแหม่งในเขตประเทศเมียนมาร์ และยังพบในบันทึกว่ามีชื่อเป็นผู้รับผิดชอบท้องทีแห่งหนึ่งในคณะที่คอยต้อนรับและส่งเสด็จเจ้าดารารัศมีระหว่างทางจากกรุงเทพกลับสู่นครเชียงใหม่    ที่คลินิกปัจจุบันยังได้เก็บรักษาภาพโบราณที่มีลายมือของเจ้าดารารัศมีไว้

 

การทำงานในป่าและการเดินทางไกลจึงทำให้คนในสมัยก่อนต้องเตรียมยาไว้ในถุงผ้าที่เรียกว่า “ล่วมยา” เป็นยาเตรียมเพื่อใช้รักษาโรคภัยระหว่างการเดินทาง   ดังเช่นในล่วมยาของพญาจรฯ ยังมีรากไม้และนอแรดที่เห็นได้ว่าผ่านการฝนเป็นยามาแล้ว      ในสมัยที่พวกเรายังเด็ก   ได้เคยเห็นและเคยช่วยย่าหมูฝนยาบนถาดหินกลมที่มีร่องอยู่รอบๆ   การฝนจะต้องเทน้ำลงไปพอเหมาะให้ยาสามารถละลายออกมาแต่ไม่เยิ้มเกินไปจนยาเจือจางมากและไหลไปที่ร่องรอบถาด  เมื่อได้พอสมควรก็จะเทออกโดยมีปากสำหรับเทอยู่ด้านหนึ่ง

 

ย่าหมูน่าจะได้รับการสืบทอดความรู้เรื่องยามาจากบิดาอยู่ไม่น้อย   เพราะในยุคของคุณย่าพวกเราสมัยเด็กจะเคยเห็นคนใช้ที่แข็งแรงเป็นผู้ตำยาให้ละเอียด   ก่อนนำมาร่อนผ่านตะแกรงได้เป็นผงละเอียด   แล้วก็มีการต้มมหาหิงคุ์ซึ่งเราจำกลิ่นติดจมูกติดมือกันได้ทุกคน   เพราะเมื่อเคี่ยวมหาหิงคุ์เสร็จแล้ว  ย่าหมูก็จะเป็นผู้ใช้ทัพพีไม้ตักมหาหิงคุ์ขณะร้อนราดเป็นวงๆ ลงบนผงยาในกะละมัง    ปากของย่าจะขมุบขมิบเข้าใจว่าคงจะบริกรรมคาถาตามไปด้วย   จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของพวกเด็กๆ ที่ต้องผลัดเปลี่ยนเข้าไปขยำก้อนยาแล้วปั้นให้เป็นก้อน   เทคนิคที่สำคัญคือจะต้องปั้นเป็นก้อนใหญ่ๆให้ได้โดยยาไม่ติดมือ   ด้วยเหตุนี้กลิ่นและรสของมหาหิงคุ์จึงติดมือและฉุนติดจมูกไปหลายวัน  จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ลืมกลิ่นของมหาหิงคุ์นั้น 

 

จากนั้นหน้าที่ของพวกเด็กๆ ก็จะต้องผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปใช้ปั๊มยามือกดลงไปที่ก้อนยา  ซึ่งต้องออกแรงกดดันไปให้ถึงพื้นกะละมังเพื่ออัดยาให้แน่นกับช่องกระสุนของยาและถูให้หน้าตัดเรียบ  เทคนิคใครดีไม่ดี จะใช้แรงมากหรือน้อยก็อยู่ที่ตรงนี้   เพราะถ้าปั้นก้อนยาใช้น้ำมากไปแม้จะทำให้ออกแรงไม่มากแต่เม็ดยาก็จะเละ  แต่หากน้ำน้อยเกินไปก็จะแข็งและต้องออกแรงและบีบออกยากเป็นเงาตามตัว   เครื่องปั๊มยาด้วยมือจะผลิตยาได้ทีละ 10 เม็ด ต้องวางแนวเป็นวงกลมให้ดีไม่ให้ทับซ้อนกันหรือกดถูกยาที่บีบออกมาก่อนทำให้เสียรูปทรงไป  เวลานั้นหลายคนทำไปขมขื่นไป  เพราะอยากไปวิ่งเล่นมากกว่าทำยา   แต่สิ่งเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นเทคนิคที่ติดตัวมาให้กับการทำยาลูกกลอนของเราจนถึงทุกวันนี้

 

ยาตำรับที่มีชื่อของย่าหมูได้แก่ “ยาแก้” กับ “ยาขาง”  ยาแก้คือยาที่เข้ามหาหิงคุ์เป็นยาแก้ปวดท้องท้องเสีย   หากมาเทียบกับยาจีนในปัจจุบันจัดเป็นยาร้อนทำให้กระเพาะอุ่นแก้อาการปวดท้องท้องเสียแบบเย็นได้ดีนักแล    ส่วนยาขางคือยาแก้ร้อนในปากเป็นแผล    เป็นยาที่มีรสฝาดไปถึงหวานจึงเป็นยาที่เด็กๆ ชอบแอบขโมยกินกันเพราะได้รสหวานเหมือนขนม  แต่ยาขางปีหลังๆ ย่าหมูไม่ค่อยได้ทำ   ได้ยินว่าเพราะไม่มีใครเก็บยาสดที่ต้องบีบเอาน้ำมาใช้เข้ายาให้  

 

การห่อยาหรือแพ็คกิ้งในสมัยนั้นก็ใช้เพียงกระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษเขียนหนังสือที่ไม่ใช้แล้วมาตัด  บรรจุ 10 เม็ดบ้าง 12 เม็ดบ้าง  ยาก็รับประทานครั้งละ 2-4 เม็ด   ซึ่งจะมีคนแวะเวียนมาขอซื้ออยู่เสมอ   แต่ยาส่วนใหญ่จะเก็บไว้ในขวดสีชา   ถ้าที่ห่อไว้หมดจึงจะนำมาห่อไว้เผื่อมีคนมาขอซื้อต่อไป   แพ็คกิ้งแบบนี้ในสมัยปัจจุบันคงถูกว่าจะถูกสารตะกั่วจากหมึกพิมพ์หรือเชื้อโรคต่างๆ ที่ติดมากับกระดาษเหล่านั้น  ถือว่าไม่ได้คุณภาพ   แต่ในสมัยก่อนที่เป็นเด็กเราก็ผ่านกันมาอย่างนี้

 

ความรู้เกี่ยวกับยาเรายังได้พบเห็นจากหมอพื้นบ้านอีกท่านหนึ่ง   ท่านมีชื่อว่า “หมอเส็ง”  คำบอกเล่าว่าท่านเป็นหมอตำราพม่าบ้านอยู่ในซอยไปทางตลาดสมเพ็ชร    สมัยนั้นหมอเส็งมีจักรยานคันหนึ่ง ที่ท้ายจะมีตะกร้าใส่ยาผงต่างๆ  ตอนบ่ายๆ ถึงเย็นจะออกตระเวนไปตามบ้านต่างๆ   รวมทั้งย่าหมูเมื่อสูงอายุแล้วก็เป็นคนไข้ของหมอเส็งด้วย    ตอนเย็นหมอเส็งจะปั่นจักรยานมาที่บ้านของย่าหมู แล้วนั่งสนทนากันก่อนส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องธรรมะก่อนทำการตรวจแล้วลงมาที่รถจักรยาน   นำยาผงต่างๆ มาปรุงผสมเข้าด้วยกันที่หลังรถจักรยาน    แล้วบรรจุลงในถุงสีน้ำตาลเล็กๆ  พร้อมกับสั่งว่าขนานไหนให้กินเวลาไหน ในปริมาณเท่าไร  บางตำรับก็ต้องชงกับเหล้าขาว   ซึ่งกลิ่นของเหล้าขาวผสมกับยาก็นับเป็นของแสลงสำหรับพวกเด็กๆ ที่ต้องทำหน้าเบ้เมื่อเจอกับกลิ่นนี้อยู่เสมอๆ

 

(บ้านมังคละซึ่งเป็นที่ตั้งของคลินิกมังคละโอสถในปัจจุบัน)

 

บางครั้งเราก็ต้องไปกับย่าไปบ้านของหมอเส็งที่ใกล้กับสี่แยกสมเพ็ชร   ที่นั่นจะมีกลิ่นของยาหอมฟุ้งไปหมด (แรงยิ่งกว่าในร้านมังคละโอสถปัจจุบัน)    หมอเส็งจะบดยาทั้งหมดเป็นผงบรรจุขวดโหลไว้   ถ้าไปที่นั่นก็จะได้ยาครบ  เพราะหลังรถจักรยานแกนำยาติดตัวมาได้ไม่มาก    ในการประชุมแพทย์พื้นบ้านอาเซียนโดยคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อไม่นานมานี้   ตัวแทนจากอินโดนีเซียได้แนะนำแพทย์พื้นบ้านของอินโดนีเซีย    ซึ่งวิธีการละม้ายคล้ายคลึงกับของหมอเส็งมากเลยทีเดียว      น่าเสียดายที่ความรู้ของหมอเส็งไม่ได้ถ่ายทอดให้ใครไว้    การรักษาของหมอตำราพม่าในเชียงใหม่จึงสาบสูญไป